เกี่ยวกับฉัน

รูปภาพของฉัน
เมือง, พิษณุโลก, Thailand

วันพฤหัสบดีที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

EP.91 Med. Topic 11 โรคภาวะติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ : N39.0 [Urinary Tract Infection (UTI)]

 

🎯 เข้าใจ “ภาวะติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ : N39.0

🔹ความหมายของโรค UTI (Urinary Tract Infection)

  • คือ ภาวะที่มีเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ทางเดินปัสสาวะ เช่น กระเพาะปัสสาวะ ท่อปัสสาวะ หรือกรวยไต ทำให้เกิดการอักเสบและติดเชื้อ

🔹พยาธิสภาพ

  • แบคทีเรีย (เช่น E. coli) เข้าไปในทางเดินปัสสาวะ ทำให้เยื่อบุอักเสบ บวม แสบ หากลุกลามอาจติดเชื้อถึงไตได้

🔹กลุ่มอายุที่พบมาก

  • พบได้ทุกวัย แต่พบบ่อยที่สุดในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ (20–50 ปี) และผู้สูงอายุ

🔹ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรค

  • กลั้นปัสสาวะนาน
  • ดื่มน้ำน้อย
  • ไม่ล้างทำความสะอาดจากหน้าไปหลัง (ในผู้หญิง)
  • ใช้ห้องน้ำสาธารณะไม่สะอาด
  • มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน

🔹อาการที่ควรรู้ทัน

  • 🚨 ปัสสาวะแสบ ขัด
  • 🚨 ปัสสาวะขุ่นหรือมีกลิ่น
  • 🚨 ปวดหน่วงท้องน้อย
  • 🚨 ปัสสาวะบ่อย แต่น้อย
  • 🚨 บางรายมีไข้ หนาวสั่น (หากลามถึงไต)

🔹การรักษา

  • 💊 รับยาปฏิชีวนะตามแพทย์สั่ง
  • 📌 ดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อขับเชื้อ
  • ห้ามซื้อยากินเอง เพราะอาจดื้อยา

🔹การพยาบาล

  • 👩‍⚕️ ติดตามอาการไข้ ปวดปัสสาวะ
  • 💬 ส่งเสริมให้ดื่มน้ำมากกว่า 2 ลิตร/วัน
  • 📝 แนะนำวิธีป้องกันการกลับเป็นซ้ำ
  • 💉 เก็บปัสสาวะเพื่อตรวจเชื้อให้แม่นยำ

🔹การดูแลสำหรับบุคคลทั่วไป

  • ดื่มน้ำให้พอ 6–8 แก้ว/วัน
  • ปัสสาวะให้หมด ไม่กลั้นนาน
  • ล้างจากหน้าไปหลัง (สำคัญมากในผู้หญิง)
  • เลี่ยงการใช้สบู่หรือสารเคมีรุนแรงในจุดซ่อนเร้น
  • ถ้ามีอาการ รีบพบแพทย์ทันที

……………………………………………………………….

วินิจฉัยการพยาบาลโรค UTI: N39.0

  1. N39.0F1 มีไข้ หนาวสั่น จากการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ (Fever and chills due to urinary tract infection)
  2. N39.0F2 ปวดแสบหรือขัดขณะปัสสาวะ ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน (Dysuria affecting daily functioning)
  3. N39.0F3 เสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำจากไข้สูงและปัสสาวะบ่อย  (Risk for dehydration due to fever and frequent urination)
  4. N39.0F4 เสี่ยงต่อการติดเชื้อที่ไต (pyelonephritis) จากการรักษาที่ล่าช้า  (Risk for pyelonephritis from delayed treatment)
  5. N39.0F5 มีความวิตกกังวลเกี่ยวกับโรคและความรุนแรงของอาการ  (Anxiety related to illness and severity of symptoms)
  6. N39.0F6 ขาดความรู้เกี่ยวกับการป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำของ UTI  (Deficient knowledge about UTI prevention)
  7. N39.0F7 ต้องการการวางแผนจำหน่ายเพื่อกลับไปดูแลตัวเองที่บ้าน (Readiness for discharge and self-care planning)
  8. N39.0F8 เสี่ยงต่อการติดเชื้อซ้ำหลังจำหน่าย (Risk for recurrent urinary tract infection after discharge)

……………………………………………………………..

N39.0F1: มีไข้ หนาวสั่น จากการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ (N39.0F1: Fever and chills due to urinary tract infection)

✅ Assessment (การประเมิน)

S:

  • ผู้ป่วยบอกว่า “หนาวๆ ร้อนๆ ปวดหน่วงท้องน้อย”
  • ผู้ป่วยบ่นเพลีย ไม่มีแรง

O:

  • วัดไข้ได้ 38.5°C
  • ชีพจร 102 ครั้ง/นาที
  • หนาวสั่น มือเย็น
  • ตรวจพบปัสสาวะขุ่น มีกลิ่น
  • WBC สูงกว่าปกติในผลตรวจเลือด

✅ Goals (เป้าหมาย)

  • ผู้ป่วยมีไข้ลดลงอยู่ในระดับปกติ (< 37.5°C)
  • ไม่มีอาการหนาวสั่นหรืออาการแทรกซ้อนเพิ่ม
  • ปัสสาวะใสขึ้น ไม่ขุ่น ไม่มีกลิ่น
  • ผู้ป่วยรู้วิธีดูแลตนเองเมื่อกลับบ้าน

✅ Evaluate Criteria (เกณฑ์การประเมิน)

  • อุณหภูมิ ≤ 37.5°C ภายใน 48 ชั่วโมง
  • อาการหนาวสั่นลดลงภายใน 24 ชั่วโมง
  • สัญญาณชีพคงที่
  • ปัสสาวะใสขึ้น
  • ไม่มีภาวะแทรกซ้อน เช่น ไตอักเสบ

✅ Intervention (การปฏิบัติการพยาบาล)

  • N39.0F1I-1: วัดไข้ทุก 4 ชั่วโมง และบันทึกผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินแนวโน้มไข้
  • N39.0F1I-2: ให้ยาลดไข้และยาปฏิชีวนะตามแผนการรักษาแพทย์
  • N39.0F1I-3: ให้ผู้ป่วยดื่มน้ำอย่างน้อย 2,000 มล./วัน เพื่อช่วยขับเชื้อโรค
  • N39.0F1I-4: สังเกตลักษณะ สี กลิ่น และปริมาณของปัสสาวะทุกครั้ง
  • N39.0F1I-5: ดูแลให้ผู้ป่วยพักผ่อนเพียงพอ ลดกิจกรรมที่ใช้แรง
  • N39.0F1I-6: ประเมินอาการปวดท้องน้อยและตำแหน่งของอาการ
  • N39.0F1I-7: ให้คำแนะนำผู้ป่วยเรื่องการป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ
  • N39.0F1I-8: เตรียมส่งตรวจปัสสาวะตามคำสั่งแพทย์ (urine C/S)

✅ Response (การตอบสนอง)

  • N39.0F1R-1: อุณหภูมิของผู้ป่วยลดลง ≤ 37.5°C ภายใน 48 ชั่วโมง
  • N39.0F1R-2: ผู้ป่วยไม่มีอาการหนาวสั่นหรือมือเย็น
  • N39.0F1R-3: สีและกลิ่นของปัสสาวะดีขึ้นภายใน 2 วัน
  • N39.0F1R-4: สัญญาณชีพอยู่ในเกณฑ์ปกติ (ชีพจร < 100, BP ปกติ)
  • N39.0F1R-5: ผู้ป่วยเข้าใจวิธีดูแลตัวเองเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ

…………………………………………………………

N39.0F2: ปวดแสบหรือขัดขณะปัสสาวะ ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน (Dysuria affecting daily functioning)

✅ Assessment (การประเมิน)

S:

  • ผู้ป่วยบอกว่า “ปัสสาวะแสบ ปวดขัด รู้สึกไม่สุด”
  • ผู้ป่วยบ่นว่าไม่กล้าเข้าห้องน้ำเพราะเจ็บ

O:

  • แสดงสีหน้าบิดเบี้ยวขณะปัสสาวะ
  • ปัสสาวะขุ่น กลิ่นแรง
  • ปัสสาวะทีละน้อย แต่บ่อยครั้ง
  • ปวดหน่วงท้องน้อย

✅ Goals (เป้าหมาย)

  • ลดอาการปวดแสบหรือขัดระหว่างปัสสาวะ
  • ผู้ป่วยสามารถปัสสาวะได้ตามปกติ
  • ผู้ป่วยมีความรู้ในการป้องกันการระคายเคืองในทางเดินปัสสาวะ

✅ Evaluate Criteria (เกณฑ์การประเมิน)

  • ผู้ป่วยรายงานว่าอาการปวดแสบขณะปัสสาวะลดลงภายใน 48 ชั่วโมง
  • ปัสสาวะใสขึ้น ไม่มีตะกอนหรือกลิ่นผิดปกติ
  • ผู้ป่วยไม่กลัวหรือหลีกเลี่ยงการปัสสาวะ
  • ปริมาณปัสสาวะเพิ่มขึ้นเป็นปกติ

✅ Intervention (การปฏิบัติการพยาบาล)

  • N39.0F2I-1: ประเมินระดับความปวดและอาการแสบขณะปัสสาวะทุก 8 ชั่วโมง
  • N39.0F2I-2: ให้ยาบรรเทาอาการแสบหรือปวดขัดตามแผนการรักษา
  • N39.0F2I-3: ส่งเสริมให้ผู้ป่วยดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 2,000 มล. เพื่อช่วยเจือจางปัสสาวะ
  • N39.0F2I-4: แนะนำให้ปัสสาวะทุกครั้งเมื่อรู้สึกปวด ไม่กลั้นไว้
  • N39.0F2I-5: ให้ความรู้เกี่ยวกับการทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นอย่างถูกวิธี
  • N39.0F2I-6: แนะนำหลีกเลี่ยงอาหารหรือเครื่องดื่มที่ทำให้ปัสสาวะระคายเคือง เช่น กาแฟ ชา น้ำอัดลม
  • N39.0F2I-7: จัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม สะดวกในการเข้าห้องน้ำ
  • N39.0F2I-8: ประเมินการตอบสนองหลังให้ยา และบันทึกผลอย่างต่อเนื่อง

✅ Response (การตอบสนอง)

  • N39.0F2R-1: ผู้ป่วยรายงานว่าอาการแสบขัดลดลงภายใน 48 ชั่วโมง
  • N39.0F2R-2: ผู้ป่วยสามารถปัสสาวะได้อย่างสบาย ไม่มีอาการกลั้นไว้
  • N39.0F2R-3: ลักษณะปัสสาวะใสขึ้น กลิ่นลดลง
  • N39.0F2R-4: ผู้ป่วยรู้และสามารถบอกวิธีดูแลตนเองเพื่อลดการระคายเคืองได้ถูกต้อง
  • N39.0F2R-5: ปริมาณปัสสาวะเพิ่มขึ้นใกล้ระดับปกติ (≥ 1,500 มล./วัน)

………………………………………………………….

N39.0F3: เสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำจากไข้สูงและปัสสาวะบ่อย (Risk for dehydration due to fever and frequent urination)

✅ Assessment (การประเมิน)

S:

  • ผู้ป่วยบ่นว่า “เพลีย ไม่มีแรง ปากแห้ง”
  • ผู้ป่วยรายงานว่าปัสสาวะบ่อย แต่ครั้งละน้อย

O:

  • ไข้ 38.5°C
  • ปากแห้ง ผิวแห้ง
  • อัตราปัสสาวะลดลง (ประมาณ 400–500 มล./วัน)
  • ผิวหนังไม่ยืดหยุ่นเมื่อหยิบขึ้น
  • สัญญาณชีพอาจเปลี่ยนแปลง เช่น ชีพจรเร็ว BP ต่ำ

✅ Goals (เป้าหมาย)

  • ป้องกันไม่ให้เกิดภาวะขาดน้ำ
  • ผู้ป่วยได้รับสารน้ำเพียงพอในแต่ละวัน
  • สัญญาณชีพคงที่
  • ปริมาณและลักษณะปัสสาวะอยู่ในเกณฑ์ปกติ

✅ Evaluate Criteria (เกณฑ์การประเมิน)

  • ดื่มน้ำได้ ≥ 1,500–2,000 มล./วัน
  • ปัสสาวะ ≥ 1,200 มล./วัน
  • สีปัสสาวะใสขึ้น
  • ไม่มีอาการปากแห้ง เวียนศีรษะ หรือชีพจรเร็ว
  • สัญญาณชีพคงที่

✅ Intervention (การปฏิบัติการพยาบาล)

  • N39.0F3I-1: ประเมินปริมาณน้ำที่ดื่มและปัสสาวะในแต่ละวัน
  • N39.0F3I-2: วัดและบันทึกสัญญาณชีพทุก 4–6 ชั่วโมง เพื่อติดตามภาวะขาดน้ำ
  • N39.0F3I-3: ส่งเสริมให้ผู้ป่วยดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อย 1 แก้วทุก 1–2 ชั่วโมง
  • N39.0F3I-4: สังเกตอาการขาดน้ำ เช่น เวียนศีรษะ ปากแห้ง ปัสสาวะสีเข้ม
  • N39.0F3I-5: ประเมินผิวหนังและความยืดหยุ่นของผิวทุกวัน
  • N39.0F3I-6: หากผู้ป่วยรับประทานน้ำไม่ได้หรือมีอาเจียน ให้แจ้งแพทย์พิจารณาให้สารน้ำทางหลอดเลือด
  • N39.0F3I-7: ให้ความรู้เกี่ยวกับการดื่มน้ำอย่างสม่ำเสมอและสังเกตอาการเสี่ยง
  • N39.0F3I-8: วัดน้ำหนักตัวทุกวันในเวลาเดียวกัน เพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงของน้ำในร่างกาย

✅ Response (การตอบสนอง)

  • N39.0F3R-1: ผู้ป่วยดื่มน้ำได้อย่างน้อย 1,500–2,000 มล./วัน
  • N39.0F3R-2: ปัสสาวะใสขึ้น ปริมาณปัสสาวะ ≥ 1,200 มล./วัน
  • N39.0F3R-3: ไม่มีอาการปากแห้งหรือเวียนศีรษะ
  • N39.0F3R-4: สัญญาณชีพคงที่ (BP, ชีพจร, อุณหภูมิ)
  • N39.0F3R-5: ผู้ป่วยเข้าใจและสามารถบอกวิธีป้องกันภาวะขาดน้ำได้ถูกต้อง

…………………………………………………….

N39.0F4: เสี่ยงต่อการติดเชื้อที่ไต (pyelonephritis) จากการรักษาที่ล่าช้า  (Risk for pyelonephritis from delayed treatment)

✅ Assessment (การประเมิน)

S:

  • ผู้ป่วยบ่นว่าปวดหลัง ปวดเอว
  • รู้สึกหนาวสั่นเป็นช่วง ๆ
  • แจ้งว่าเริ่มมีอาการนานกว่า 3 วันก่อนมาโรงพยาบาล

O:

  • ไข้ 38.5°C
  • ปัสสาวะขุ่น กลิ่นแรง
  • ผล UA พบ WBC สูง และ Nitrate +
  • CBC พบ WBC สูง
  • อาจพบอาการกดเจ็บบริเวณ CVA (Costovertebral angle)

✅Goals (เป้าหมาย)

  • ผู้ป่วยได้รับการดูแลเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน เช่น pyelonephritis
  • อาการทางระบบทางเดินปัสสาวะลดลงภายใน 3 วัน
  • ไข้ลดลงภายใน 48 ชั่วโมง
  • ไม่มีอาการบ่งชี้การติดเชื้อที่ไต

✅Evaluate Criteria (เกณฑ์การประเมิน)

  • ไม่มีไข้ > 38°C
  • ไม่มีอาการปวดหลังหรือปวดบริเวณ CVA
  • ปัสสาวะใส ไม่ขุ่น ไม่มีกลิ่น
  • ผล CBC และ UA ดีขึ้น

✅Intervention (การปฏิบัติการพยาบาล)

  • N39.0F4I-1: ประเมินอาการไข้ หนาวสั่น ปวดหลัง และปวดท้องอย่างสม่ำเสมอทุก 4–6 ชั่วโมง
  • N39.0F4I-2: ส่งเสริมให้ผู้ป่วยดื่มน้ำวันละ 2–3 ลิตร (ถ้าไม่มีข้อห้าม) เพื่อขับเชื้อออกทางปัสสาวะ
  • N39.0F4I-3: ตรวจสอบผล UA, CBC และอุณหภูมิร่างกายทุกวัน และรายงานหากผิดปกติ
  • N39.0F4I-4: ติดตามผลการให้ยาปฏิชีวนะว่าตรงกับเชื้อหรือไม่ พร้อมประสานแพทย์เรื่องการปรับยา
  • N39.0F4I-5: แนะนำให้ผู้ป่วยปัสสาวะทันทีเมื่อรู้สึกปวด ไม่กลั้นไว้
  • N39.0F4I-6: ให้ความรู้เกี่ยวกับอาการเตือนของ pyelonephritis เช่น ไข้สูง หนาวสั่น ปวดหลัง และแนะนำให้รีบพบแพทย์
  • N39.0F4I-7: บันทึกสัญญาณชีพและอาการทางระบบปัสสาวะทุกครั้งที่ให้การพยาบาล
  • N39.0F4I-8: ป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อน โดยรักษาความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศ และเปลี่ยนผ้าปูเตียงที่เปียกชื้นทันที

✅ Response (การตอบสนองของผู้ป่วย)

  • N39.0F4R-1: ไข้ลดลง < 37.8°C ภายใน 48 ชั่วโมง
  • N39.0F4R-2: อาการปวดหลังหรือปวดเอวลดลงภายใน 3 วัน
  • N39.0F4R-3: ปัสสาวะใสขึ้น ไม่ขุ่น ไม่มีกลิ่นเหม็น
  • N39.0F4R-4: ผล CBC และ UA ดีขึ้นตามลำดับ
  • N39.0F4R-5: ผู้ป่วยเข้าใจอาการเตือนของ pyelonephritis และวิธีป้องกัน

…………………………………………..

N39.0F5 : มีความวิตกกังวลเกี่ยวกับโรคและความรุนแรงของอาการ (Anxiety related to illness and severity of symptoms)

✅ Assessment (การประเมิน)

S:

  • ผู้ป่วยกล่าวว่า “กังวลว่าจะเป็นโรคร้ายแรง”
  • รู้สึกเครียด วิตกกังวลกับอาการปัสสาวะแสบขัด
  • นอนไม่หลับเพราะคิดมากเกี่ยวกับโรค

O:

  • แสดงสีหน้าเคร่งเครียด กระสับกระส่าย
  • พูดน้อยลง จับมือกันแน่น
  • วัดชีพจรพบว่าหัวใจเต้นเร็ว (tachycardia)
  • พฤติกรรมตอบสนองช้าต่อการสื่อสาร

✅ Goals (เป้าหมาย)

  • ผู้ป่วยแสดงความวิตกกังวลลดลงภายใน 2 วัน
  • ผู้ป่วยเข้าใจข้อมูลเกี่ยวกับโรคและแนวทางรักษา
  • ผู้ป่วยมีพฤติกรรมการผ่อนคลายที่เหมาะสม

✅ Evaluate Criteria (เกณฑ์การประเมิน)

  • ผู้ป่วยรายงานความกังวลลดลง (คะแนน < 3 จาก 10)
  • ผู้ป่วยร่วมมือในการรักษาโดยไม่ต่อต้าน
  • ผู้ป่วยสามารถอธิบายโรคและแผนการรักษาได้

✅ Intervention (การปฏิบัติการพยาบาล)

  • N39.0F5I-1: ประเมินระดับความวิตกกังวลด้วยเครื่องมือประเมิน
  • N39.0F5I-2: สร้างความไว้วางใจ พูดคุยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
  • N39.0F5I-3: อธิบายสาเหตุ อาการ และแนวทางการรักษาอย่างชัดเจน
  • N39.0F5I-4: เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยแสดงความรู้สึก ความกลัว
  • N39.0F5I-5: สอนเทคนิคการหายใจช้า การผ่อนคลายกล้ามเนื้อ
  • N39.0F5I-6: จัดสภาพแวดล้อมให้สงบ เป็นส่วนตัว ลดสิ่งรบกวน
  • N39.0F5I-7: ประสานแพทย์พิจารณาให้ยาคลายกังวลหากจำเป็น
  • N39.0F5I-8: สนับสนุนให้ญาติพูดคุยหรืออยู่ร่วมเพื่อให้กำลังใจ
  • N39.0F5I-9: ติดตามพฤติกรรม ความร่วมมือ และผลการประเมินซ้ำ
  • N39.0F5I-10: บันทึกการสังเกตและการตอบสนองของผู้ป่วยทุกครั้ง

✅ Response (การตอบสนอง)

  • N39.0F5R-1: ผู้ป่วยรายงานว่ารู้สึกกังวลน้อยลง
  • N39.0F5R-2: ผู้ป่วยเข้าใจแนวทางการรักษาและให้ความร่วมมือ
  • N39.0F5R-3: ผู้ป่วยแสดงสีหน้าผ่อนคลาย นอนหลับได้ดีขึ้น
  • N39.0F5R-4: ผู้ป่วยสามารถใช้เทคนิคผ่อนคลายได้ด้วยตนเอง
  • N39.0F5R-5: ไม่มีพฤติกรรมตื่นตระหนกหรือปฏิเสธการดูแล

……………………………………………………………….

N39.0F6 : ขาดความรู้เกี่ยวกับการป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำของ UTI (Deficient knowledge about UTI prevention)

✅ Assessment (การประเมิน)

S:

  • ผู้ป่วยระบุว่า “ไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรเพื่อป้องกันไม่ให้เป็นอีก”
  • ผู้ป่วยถามซ้ำเกี่ยวกับการดูแลสุขอนามัยและการดื่มน้ำ

O:

  • พบว่ายังไม่มีพฤติกรรมการดูแลป้องกัน UTI อย่างเหมาะสม
  • ไม่สามารถอธิบายวิธีป้องกัน UTI ได้
  • ดื่มน้ำน้อยกว่า 1,000 มล./วัน
  • ปัสสาวะถี่และปวดขัดจากพฤติกรรมกลั้นปัสสาวะบ่อย

✅Goals (เป้าหมาย)

  • ผู้ป่วยมีความรู้และสามารถอธิบายวิธีการป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำของ UTI ได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด
  • ปฏิบัติตนได้อย่างเหมาะสมเพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อซ้ำ

✅Evaluate Criteria (เกณฑ์การประเมิน)

  • ผู้ป่วยอธิบายปัจจัยเสี่ยงและวิธีป้องกัน UTI ได้อย่างถูกต้อง
  • ผู้ป่วยเพิ่มปริมาณการดื่มน้ำได้ถึง 1.5-2 ลิตร/วัน
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำได้อย่างน้อย 3 ข้อจาก 5 ข้อ

✅Intervention (การปฏิบัติการพยาบาล)

  • N39.0F6I-1 ให้คำแนะนำเกี่ยวกับสาเหตุ พฤติกรรมเสี่ยง และกลไกการเกิด UTI อย่างเข้าใจง่าย
  • N39.0F6I-2 สอนวิธีทำความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศและวิธีการเช็ดที่ถูกต้อง (จากหน้าไปหลัง)
  • N39.0F6I-3 แนะนำให้ดื่มน้ำอย่างน้อย 1.5–2 ลิตร/วัน เว้นแต่มีข้อห้ามทางการแพทย์
  • N39.0F6I-4 ให้ความรู้เกี่ยวกับการถ่ายปัสสาวะหลังมีเพศสัมพันธ์เพื่อลดการสะสมเชื้อ
  • N39.0F6I-5 แนะนำให้หลีกเลี่ยงการกลั้นปัสสาวะเป็นเวลานาน
  • N39.0F6I-6 สอนการสังเกตอาการเตือนของการกลับมาเป็นซ้ำ เช่น ปวดขัด ปัสสาวะขุ่น
  • N39.0F6I-7 ให้โบรชัวร์หรือสื่อการเรียนรู้เสริม (วิดีโอ/แผ่นพับ)
  • N39.0F6I-8 ประเมินความเข้าใจโดยให้ผู้ป่วยอธิบายกลับ (teach-back method)

✅ Response (การตอบสนอง)

  • N39.0F6R-1 ผู้ป่วยสามารถอธิบายปัจจัยเสี่ยงและวิธีป้องกันการเกิด UTI ได้ถูกต้อง
  • N39.0F6R-2 ผู้ป่วยมีพฤติกรรมการดื่มน้ำเพิ่มขึ้นตามเป้าหมาย
  • N39.0F6R-3 ผู้ป่วยมีท่าทีมั่นใจและตั้งใจปฏิบัติตามคำแนะนำ
  • N39.0F6R-4 ไม่มีอาการของ UTI ซ้ำภายในระยะเวลาเฝ้าระวังเบื้องต้น
  • N39.0F6R-5 ผู้ป่วยใช้สื่อประกอบการเรียนรู้เพื่อทบทวนด้วยตนเอง

……………………………………………………………

N39.0F7: ต้องการการวางแผนจำหน่ายเพื่อกลับไปดูแลตัวเองที่บ้าน (Readiness for discharge and self-care planning)

✅Assessment (การประเมิน)

S:

  • ผู้ป่วยบอกว่า “อยากกลับบ้านและดูแลตัวเองให้ดี”
  • แสดงความกังวลเกี่ยวกับการดูแลตัวเองหลังออกจากโรงพยาบาล

O:

  • ผู้ป่วยร่วมมือในการรักษาและมีความเข้าใจคำแนะนำเบื้องต้น
  • มีผู้ดูแลหรือญาติเหมาะสมพร้อมช่วยเหลือ
  • สภาพร่างกายแข็งแรง สามารถทำกิจวัตรประจำวันบางอย่างได้

✅Goals (เป้าหมาย)

  • ผู้ป่วยมีความพร้อมทั้งด้านร่างกายและจิตใจในการกลับบ้าน
  • ผู้ป่วยและผู้ดูแลมีความรู้และทักษะในการป้องกันและดูแลอาการ UTI
  • ลดความเสี่ยงในการกลับมาเป็นซ้ำหรือต้องรับรักษาใหม่

✅Evaluate Criteria (เกณฑ์การประเมิน)

  • ผู้ป่วยสามารถอธิบายการดูแลตัวเองและสัญญาณเตือนอาการผิดปกติได้
  • มีแผนการนัดติดตามกับแพทย์หลังออกจากโรงพยาบาล
  • ผู้ดูแลสามารถช่วยเหลือและสนับสนุนการดูแลได้
  • ผู้ป่วยสามารถปฏิบัติตามคำแนะนำด้านสุขภาพที่บ้านได้

✅Intervention (การปฏิบัติการพยาบาล)

  • N39.0F7I-1: ประเมินความเข้าใจของผู้ป่วยและญาติเรื่องการดูแลตนเองหลังออกจากโรงพยาบาล
  • N39.0F7I-2: ให้คำแนะนำและสอนวิธีดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคล เช่น การทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นอย่างถูกวิธี
  • N39.0F7I-3: สอนวิธีการดื่มน้ำและการถ่ายปัสสาวะที่เหมาะสมเพื่อลดความเสี่ยงติดเชื้อซ้ำ
  • N39.0F7I-4: เตรียมข้อมูลสัญญาณเตือนที่ต้องรีบพบแพทย์ เช่น ไข้สูง ปัสสาวะแสบ ปวดหลัง
  • N39.0F7I-5: จัดตารางนัดหมายติดตามผลกับแพทย์และแนะนำให้ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
  • N39.0F7I-6: สนับสนุนให้ญาติหรือผู้ดูแลเข้าร่วมรับคำแนะนำและให้กำลังใจผู้ป่วย
  • N39.0F7I-7: จัดเตรียมสื่อการเรียนรู้ เช่น แผ่นพับ วิดีโอ เพื่อทบทวนข้อมูลที่บ้าน
  • N39.0F7I-8: วางแผนการติดตามและประเมินผลการดูแลหลังจำหน่ายผ่านโทรศัพท์หรือคลินิก

✅ Response (การตอบสนอง)

  • N39.0F7R-1: ผู้ป่วยและญาติสามารถอธิบายและปฏิบัติตามวิธีดูแลตนเองได้ถูกต้อง
  • N39.0F7R-2: ผู้ป่วยไม่แสดงอาการของการติดเชื้อซ้ำหลังกลับบ้าน
  • N39.0F7R-3: ผู้ป่วยเข้ารับการนัดหมายติดตามผลตามแผน
  • N39.0F7R-4: ผู้ป่วยและญาติแสดงความมั่นใจและพร้อมในการดูแลตนเองที่บ้าน
  • N39.0F7R-5: มีการสื่อสารกับทีมสุขภาพอย่างต่อเนื่องในกรณีมีอาการผิดปกติ

……………………………………………………………

N39.0F8 เสี่ยงต่อการติดเชื้อซ้ำหลังจำหน่าย (Risk for recurrent urinary tract infection after discharge)

✅Assessment (การประเมิน)

S:

  • ผู้ป่วยแสดงความกังวลเรื่องการกลับมาเป็นซ้ำของโรค
  • รายงานประวัติการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะซ้ำ ๆ
  • ผู้ป่วยสอบถามเกี่ยวกับวิธีป้องกันและดูแลตนเองหลังออกจากโรงพยาบาล

O:

  • บันทึกประวัติการติดเชื้อซ้ำ (1 ครั้งขึ้นไปใน 6 เดือนที่ผ่านมา)
  • มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น กลั้นปัสสาวะ ดื่มน้ำน้อย
  • ไม่มีความรู้หรือปฏิบัติการป้องกันโรคอย่างเหมาะสม
  • มีการนัดหมายติดตามผลหลังออกจากโรงพยาบาลไม่ครบถ้วน

✅Goals (เป้าหมาย)

  • ผู้ป่วยและครอบครัวเข้าใจและสามารถปฏิบัติตนเพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำ
  • ลดอัตราการกลับมาเป็นซ้ำภายใน 6 เดือน
  • ผู้ป่วยรับผิดชอบต่อการดูแลสุขภาพตนเองหลังจำหน่ายได้ดีขึ้น

✅Evaluate Criteria (เกณฑ์การประเมิน)

  • ผู้ป่วยอธิบายวิธีป้องกันการติดเชื้อซ้ำได้ถูกต้อง
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำเรื่องสุขอนามัยและการดื่มน้ำ
  • เข้ารับการนัดหมายติดตามผลกับแพทย์ตามกำหนด
  • ไม่มีอาการติดเชื้อซ้ำหลังจำหน่ายใน 6 เดือนแรก

✅Intervention (การปฏิบัติการพยาบาล)

  • N39.0F8I-1: ประเมินความรู้และพฤติกรรมผู้ป่วยเกี่ยวกับการป้องกันการติดเชื้อซ้ำ
  • N39.0F8I-2: ให้คำแนะนำเรื่องการดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างถูกวิธี
  • N39.0F8I-3: ส่งเสริมให้ผู้ป่วยดื่มน้ำวันละ 1.5–2 ลิตร (ถ้าไม่มีข้อห้าม)
  • N39.0F8I-4: สอนวิธีปัสสาวะทันทีเมื่อรู้สึกปวด ไม่กลั้นปัสสาวะ
  • N39.0F8I-5: แนะนำให้ถ่ายปัสสาวะหลังมีเพศสัมพันธ์เพื่อลดความเสี่ยง
  • N39.0F8I-6: จัดเตรียมสื่อการเรียนรู้ เช่น แผ่นพับ หรือวิดีโอ
  • N39.0F8I-7: วางแผนติดตามผลผ่านคลินิกหรือโทรศัพท์ เพื่อประเมินอาการและให้คำแนะนำต่อเนื่อง
  • N39.0F8I-8: ประสานงานให้ผู้ป่วยได้รับการนัดหมายติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ

✅ Response (การตอบสนอง)

  • N39.0F8R-1: ผู้ป่วยเข้าใจและสามารถอธิบายวิธีป้องกันการติดเชื้อซ้ำได้
  • N39.0F8R-2: ผู้ป่วยเพิ่มพฤติกรรมดื่มน้ำและสุขอนามัยที่ถูกต้อง
  • N39.0F8R-3: ผู้ป่วยเข้ารับการนัดหมายติดตามผลตามแผน
  • N39.0F8R-4: ไม่มีอาการของการติดเชื้อซ้ำในระยะเวลาที่ติดตาม
  • N39.0F8R-5: ผู้ป่วยแสดงความมั่นใจในการดูแลตนเองหลังจำหน่าย

……………………………………………………………………..

เอกสารอ้างอิง

  • สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย. (2564). แนวทางการวินิจฉัยและรักษาโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะในผู้ใหญ่. วารสารสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย, 10(2), 45-60. Link: สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย (Thai Infectious Diseases Society)
  • สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.). (2563). คู่มือการดูแลสุขภาพป้องกันและรักษาโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะในชุมชน. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ สปสช. Link: https://www.nhso.go.th/
  • Gupta, K., Hooton, T. M., Naber, K. G., Wullt, B., Colgan, R., Miller, L. G., ... & Soper, D. E. (2011). International clinical practice guidelines for the treatment of acute uncomplicated cystitis and pyelonephritis in women: A 2010 update by the Infectious Diseases Society of America and the European Society for Microbiology and Infectious Diseases.Clinical Infectious Diseases, 52(5), e103-e120. https://doi.org/10.1093/cid/ciq257
  • Foxman, B. (2010). The epidemiology of urinary tract infection. Nature Reviews Urology, 7(12), 653–660. https://doi.org/10.1038/nrurol.2010.190

………………………………………………………..


วันพุธที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

EP.90 Med. Topic 10 โรคนิ่วในทางเดินปัสสาวะ : N20 [Urinary Calculus (Kidney Stones)]


 🌟 นิ่วในทางเดินปัสสาวะ (N20) เจ็บปวดแค่ไหน ใครก็ไม่อยากเจอ! 🌟

📌 รู้ไว้ก่อน…ป้องกันได้ รักษาทัน เจ็บน้อยกว่า

🔍 ความหมายของโรค

  • นิ่วในทางเดินปัสสาวะ คือ ก้อนผลึกแข็งที่เกิดจากสารในปัสสาวะตกตะกอน สะสมอยู่ในไต ท่อไต หรือกระเพาะปัสสาวะ
  • ➡️ มักทำให้ปวดบั้นเอว ปวดร้าวลงขาหนีบ หรือปัสสาวะขัด

🧬 พยาธิสภาพ

  • สารเคมีในปัสสาวะ เช่น แคลเซียม ออกซาเลต ฟอสเฟต รวมตัวกัน ตกผลึกเป็นก้อนนิ่ว ขวางทางเดินปัสสาวะ ปวดรุนแรง อักเสบ ติดเชื้อ

👵 พบมากในช่วงอายุเท่าไร

  • วัย 30–60 ปี พบมากในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง  โดยเฉพาะคนที่ดื่มน้ำน้อย กินเค็ม หรือกินโปรตีนสัตว์มาก

⚠️ ปัจจัยเสี่ยง

  • ดื่มน้ำน้อยเกินไป
  • ชอบกินเค็ม / อาหารแปรรูป
  • กินเนื้อสัตว์มาก
  • มีประวัตินิ่วในครอบครัว
  • โรคเกาต์ หรือโรคไตเรื้อรัง

🚨 อาการ

  • ปวดบั้นเอวรุนแรง (สลับข้าง)
  • ปวดร้าวลงขาหนีบ
  • ปัสสาวะขัด / ขุ่น / ปนเลือด
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • มีไข้ หนาวสั่น (ถ้ามีการติดเชื้อร่วม)

🏥 การรักษา

  • ดื่มน้ำมากขึ้น เพื่อขับนิ่วออกเอง (นิ่วขนาดเล็ก)
  • ยาละลายนิ่ว หรือบรรเทาปวด
  • สลายนิ่วด้วยคลื่นเสียง (ESWL)
  • ผ่าตัดหรือส่องกล้อง หากนิ่วก้อนใหญ่

💉 การพยาบาล

  • ประเมินระดับความปวด ให้ยาแก้ปวด
  • ส่งตรวจปัสสาวะ-เอกซเรย์
  • แนะนำการดื่มน้ำอย่างสม่ำเสมอ
  • เฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อในไต
  • บันทึกจำนวน-ลักษณะปัสสาวะ

💧 การดูแลตัวเอง (บุคคลทั่วไป)

ดื่มน้ำให้ได้ 2–3 ลิตร/วัน
ลดเค็ม ลดเนื้อสัตว์แดง
อย่ากลั้นปัสสาวะ
สังเกตปัสสาวะ หากขุ่นหรือปวดรีบพบแพทย์
หากเคยเป็นนิ่ว ควรตรวจติดตามทุก 6 เดือน

📌 จำไว้! “ดื่มน้ำมากพอ = ลดโอกาสนิ่วได้จริง”
🎯 แชร์ให้คนใกล้ตัวรู้ทัน!
📲 ติดตามสาระสุขภาพดี ๆ ได้ที่เพจ การบันทึกทางการพยาบาลอิเล็กทรอนิกส์

………………………………………………………

🌟 วินิจฉัยการพยาบาลผู้ป่วยโรคนิ่วในทางเดินปัสสาวะ : N20

  1. N20F1 ปวดอย่างรุนแรงจากนิ่วอุดตันทางเดินปัสสาวะ (Acute pain related to urinary tract obstruction by stones)
  2. N20F2 เสี่ยงต่อการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ (Risk for urinary tract infection)
  3. N20F3 เสี่ยงต่อภาวะไตเสื่อมเฉียบพลัน (Risk for acute kidney injury)
  4. N20F4 มีความวิตกกังวลเกี่ยวกับอาการปวดและแนวทางรักษา (Anxiety related to pain and uncertainty of treatment)
  5. N20F5 ขาดความรู้ในการป้องกันนิ่วซ้ำ (Deficient knowledge related to prevention of recurrent stones)
  6. N20F6 เสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการรักษา (Risk for complications related to treatment interventions)
  7. N20F7 ต้องการการฟื้นฟูสุขภาพหลังการรักษา (Readiness for enhanced self-health management)
  8. N20F8 วางแผนจำหน่ายโดยเน้นการดูแลต่อเนื่องที่บ้าน (Effective discharge planning with home care instructions)

………………………………………………..

N20F1: ปวดอย่างรุนแรงจากนิ่วอุดตันทางเดินปัสสาวะ (Acute pain related to urinary tract obstruction by stones)

📝 Assessment (การประเมิน)

S:

  • ผู้ป่วยรายงานว่า “ปวดบั้นเอวมาก ปวดร้าวลงขาหนีบ”
  • ผู้ป่วยให้คะแนนความปวดระดับ 8–9 จาก 10

O:

  • แสดงอาการกระสับกระส่าย จับบั้นเอวบ่อย
  • ปัสสาวะขัด สีขุ่น หรือมีเลือดปน
  • หน้าซีด เหงื่อออก
  • วัดชีพจรเร็ว และความดันอาจต่ำ
  • มีประวัตินิ่วในไตหรือทางเดินปัสสาวะ

🎯 Goals (เป้าหมาย)

  • ผู้ป่วยบรรเทาอาการปวดได้ภายใน 30–60 นาทีหลังให้ยา
  • ผู้ป่วยร่วมมือในการประเมินระดับความปวด
  • ไม่มีภาวะแทรกซ้อนจากอาการปวด เช่น ความดันต่ำหรือช็อก

📌 Evaluate Criteria (เกณฑ์การประเมินผล)

  • ระดับความปวดลดลงเหลือน้อยกว่า 3 จาก 10
  • ผู้ป่วยแสดงสีหน้าและท่าทางสบายขึ้น
  • ไม่มีภาวะแทรกซ้อนจากความปวด เช่น หน้ามืด อาเจียนหรือความดันต่ำ
  • ผู้ป่วยสามารถพักผ่อนได้อย่างเพียงพอ

🩺 Intervention (การปฏิบัติการพยาบาล)

  • N20F1I-1: ประเมินระดับความปวดโดยใช้ Pain Scale ทุก 1–2 ชั่วโมง
  • N20F1I-2: ให้ยาแก้ปวดตามแผนการรักษา เช่น NSAIDs หรือ Morphine ตามข้อบ่งชี้
  • N20F1I-3: จัดท่าผู้ป่วยให้นอนสบาย ลดแรงกดที่ไต เช่น นอนตะแคงงอเข่า
  • N20F1I-4: แนะนำเทคนิคการหายใจลึก และการผ่อนคลายเพื่อช่วยลดความตึงเครียด
  • N20F1I-5: ติดตามสัญญาณชีพทุก 4 ชั่วโมง หรือบ่อยขึ้นหากมีอาการรุนแรง
  • N20F1I-6: บันทึกลักษณะปัสสาวะและอาการปวดในแต่ละรอบการดูแล
  • N20F1I-7: เตรียมส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น ปัสสาวะ U/A, KUB, Ultrasound
  • N20F1I-8: ให้ข้อมูลผู้ป่วยและญาติเรื่องอาการของนิ่ว อาการที่ควรแจ้งพยาบาลทันที เช่น ปวดรุนแรงขึ้น/ไข้สูง

✅ Response (การตอบสนอง)

  • N20F1R-1: ผู้ป่วยรายงานว่าอาการปวดลดลงเหลือ ≤ 3 จาก 10 ภายใน 1 ชั่วโมง
  • N20F1R-2: ผู้ป่วยสามารถนอนหลับหรือพักผ่อนได้โดยไม่ถูกรบกวนจากความปวด
  • N20F1R-3: สีหน้าและพฤติกรรมของผู้ป่วยดูผ่อนคลายขึ้น
  • N20F1R-4: ไม่มีสัญญาณชีพผิดปกติ เช่น ชีพจรเร็วผิดปกติหรือความดันต่ำ
  • N20F1R-5: ผู้ป่วยร่วมมือในการรักษา และแจ้งเมื่อมีอาการปวดซ้ำ

…………………………………….

N20F2: เสี่ยงต่อการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ (Risk for urinary tract infection)

📝 Assessment (การประเมิน)

S:

  • ผู้ป่วยรายงานว่าปวดปัสสาวะ ขัด หรือแสบขณะปัสสาวะ
  • อาจรู้สึกหนาวสั่น หรือมีไข้ต่ำ

O:

  • ปัสสาวะขุ่น มีกลิ่นผิดปกติ หรือมีเลือดปน
  • วัดอุณหภูมิร่างกายพบว่า ≥ 37.5°C
  • ตรวจพบ Leukocyte หรือ Nitrite ในปัสสาวะ
  • นิ่วอุดตันระบบทางเดินปัสสาวะจากผลภาพถ่ายหรืออัลตราซาวด์

🎯 Goals (เป้าหมาย)

  • ผู้ป่วยไม่แสดงอาการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ
  • ควบคุมการเจริญเติบโตของเชื้อได้ทันท่วงที
  • ส่งเสริมให้ปัสสาวะได้อย่างเพียงพอ เพื่อลดการคั่งของเชื้อ

📌 Evaluate Criteria (เกณฑ์การประเมินผล)

  • ไม่มีไข้ หนาวสั่น หรืออาการปวดขณะปัสสาวะ
  • ปัสสาวะใส ไม่มีกลิ่นเหม็น ไม่มีเลือดปน
  • ผล UA และ WBC ในปัสสาวะปกติ
  • ไม่มีสัญญาณของการติดเชื้อในไต (เช่น ปวดหลัง ไข้สูง)

✅ Intervention (การปฏิบัติการพยาบาล)

  • N20F2I-1: สังเกตอาการแสดงของการติดเชื้อ เช่น ไข้ หนาวสั่น ปัสสาวะแสบขัดหรือขุ่น
  • N20F2I-2: วัดอุณหภูมิร่างกายทุก 4 ชั่วโมง หากมีไข้ให้รายงานแพทย์ทันที
  • N20F2I-3: ส่งตรวจปัสสาวะ (UA, C&S) ตามแผนการรักษา
  • N20F2I-4: ส่งเสริมให้ผู้ป่วยดื่มน้ำ 2–3 ลิตร/วัน เว้นกรณีห้ามโดยแพทย์
  • N20F2I-5: ดูแลการให้ยาปฏิชีวนะตามแผนการรักษาอย่างถูกต้อง
  • N20F2I-6: เฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อน เช่น ไตอักเสบ หรือภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด
  • N20F2I-7: แนะนำให้หลีกเลี่ยงการกลั้นปัสสาวะ และถ่ายปัสสาวะทุก 2–3 ชั่วโมง
  • N20F2I-8: ให้ความรู้เรื่องสังเกตอาการติดเชื้อ และวิธีดูแลสุขอนามัยบริเวณอวัยวะเพศ

🩷 Response (การตอบสนอง)

  • N20F2R-1: ผู้ป่วยไม่มีไข้หรืออาการบ่งชี้การติดเชื้อ
  • N20F2R-2: ปัสสาวะใสขึ้น ไม่มีกลิ่นเหม็นหรือเลือดปน
  • N20F2R-3: ผู้ป่วยสามารถดื่มน้ำได้อย่างเพียงพอ และถ่ายปัสสาวะสม่ำเสมอ
  • N20F2R-4: ผล UA และ C&S ไม่มีการเจริญเติบโตของเชื้อ
  • N20F2R-5: ผู้ป่วยสามารถบอกวิธีป้องกันการติดเชื้อได้อย่างถูกต้อง

…………………………………………….

N20F3: เสี่ยงต่อภาวะไตเสื่อมเฉียบพลัน (Risk for Acute Kidney Injury)

🔎 Assessment (การประเมิน)

S:

  • ผู้ป่วยระบุว่าปัสสาวะได้น้อยลง
  • รู้สึกแน่นหรือปวดบริเวณบั้นเอว

O:

  • ปัสสาวะน้อยกว่า 0.5 มล./กก./ชม.
  • ตรวจพบค่าครีเอตินินในเลือดเพิ่มขึ้น
  • มีภาวะบวมบริเวณขา ใบหน้า
  • คลื่นไส้ อาเจียน

ปวดบั้นเอวข้างใดข้างหนึ่ง

🎯 Goals (เป้าหมาย)

  • ผู้ป่วยไม่มีภาวะไตเสื่อมเฉียบพลัน
  • ปริมาณปัสสาวะกลับมาอยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • การไหลเวียนของปัสสาวะไม่ถูกอุดกั้น
  • ผลตรวจการทำงานของไตคงที่หรือดีขึ้น

📏 Evaluate Criteria (เกณฑ์การประเมิน)

  • ปัสสาวะ ≥ 0.5 มล./กก./ชม.
  • ค่า BUN, Creatinine ไม่เพิ่มขึ้น
  • ไม่มีอาการบวม
  • ไม่มีคลื่นไส้ อาเจียน หรือปวดรุนแรง

🩺 Intervention (การปฏิบัติการพยาบาล)

  • N20F3I-1: ประเมินปริมาณปัสสาวะทุก 4–6 ชั่วโมง เพื่อเฝ้าระวังภาวะไตทำงานลดลง
  • N20F3I-2: เฝ้าระวังสัญญาณชีพทุก 4 ชั่วโมง โดยเฉพาะความดันโลหิตและอุณหภูมิ
  • N20F3I-3: ส่งตรวจค่า BUN, Creatinine และ eGFR ตามแผนการรักษา
  • N20F3I-4: ส่งเสริมให้ดื่มน้ำวันละ 2–3 ลิตร (ถ้าไม่มีข้อห้าม) เพื่อป้องกันการคั่งของนิ่ว
  • N20F3I-5: ติดตามผลการ X-ray หรือ Ultrasound ช่องท้อง เพื่อประเมินการอุดกั้น
  • N20F3I-6: บันทึกอาการผิดปกติ เช่น ปวดเอว คลื่นไส้ อาเจียน
  • N20F3I-7: ดูแลให้ผู้ป่วยพักผ่อน ลดการใช้พลังงานร่างกาย
  • N20F3I-8: ประสานแพทย์ทันที หากพบอาการหรือผลตรวจบ่งชี้ภาวะไตเสื่อมเฉียบพลัน
  • N20F3I-9: เตรียมพร้อมกรณีแพทย์พิจารณาทำหัตถการ เช่น ใส่สายสวนไต หรือผ่าตัด

✅ Response (การตอบสนอง)

  • N20F3R-1: ปัสสาวะ ≥ 0.5 มล./กก./ชม. อย่างต่อเนื่อง
  • N20F3R-2: ค่า BUN และ Creatinine คงที่หรือเริ่มลดลง
  • N20F3R-3: ไม่มีอาการปวดเอว คลื่นไส้ หรืออาเจียน
  • N20F3R-4: ไม่มีภาวะบวมบริเวณใบหน้า/ขา
  • N20F3R-5: ผู้ป่วยมีความเข้าใจเกี่ยวกับการดูแลตนเองเพื่อลดความเสี่ยงต่อไตเสื่อม

…………………………………….

N20F4: เสี่ยงต่อภาวะไตเสื่อมเฉียบพลัน (Risk for Acute Kidney Injury)

🩺 Assessment (การประเมิน)

S (Subjective data)

  • ผู้ป่วยบ่นแน่นหลังหรือปวดเอวรุนแรง
  • ปัสสาวะออกน้อย หรือรู้สึกปัสสาวะไม่สุด
  • รู้สึกคลื่นไส้ อ่อนเพลีย

O (Objective data)

  • ปัสสาวะขุ่นหรือมีเลือดปน
  • ปริมาณปัสสาวะ < 0.5 ml/kg/hr
  • BUN, Creatinine สูงกว่าปกติ
  • ตรวจพบ hydronephrosis จากอัลตราซาวด์หรือ CT
  • มีอาการบวมที่ใบหน้า/เท้า
  • Vital signs: BP สูง หรือต่ำผิดปกติ

🎯 Goals (เป้าหมาย)

  • ป้องกันไม่ให้เกิดภาวะไตเสื่อมเฉียบพลัน
  • ผู้ป่วยมีการขับถ่ายปัสสาวะเพียงพอและต่อเนื่อง
  • ค่า BUN และ Creatinine อยู่ในระดับปกติ
  • ลดความเจ็บปวดและอาการแทรกซ้อน

📏 Evaluate Criteria (เกณฑ์การประเมิน)

  • ปัสสาวะออก ≥ 0.5 ml/kg/hr อย่างต่อเนื่อง
  • ค่า BUN/Creatinine ลดลงใกล้ค่าปกติ
  • ไม่มีอาการบวม ความดันปกติ
  • ผู้ป่วยรายงานอาการดีขึ้น ไม่มีอาการปวดรุนแรง
  • ไม่มีสัญญาณของภาวะไตวายเฉียบพลัน

💊 Intervention (การปฏิบัติการพยาบาล)

  • N20F4I-1 เฝ้าระวังปริมาณและลักษณะของปัสสาวะทุก 4 ชั่วโมง
  • N20F4I-2 วัด vital signs และดูอาการบวมที่ใบหน้า/เท้า ทุก 4 ชั่วโมง
  • N20F4I-3 ประเมินความเจ็บปวดและให้ยาแก้ปวดตามแผนการรักษา
  • N20F4I-4 ติดตามผล BUN, Creatinine, eGFR อย่างสม่ำเสมอ
  • N20F4I-5 ส่งเสริมให้ผู้ป่วยดื่มน้ำเพียงพอ หากไม่มีข้อห้าม
  • N20F4I-6 เตรียมพร้อมกรณีต้องใส่สายสวนปัสสาวะเพื่อระบาย
  • N20F4I-7 ให้ความรู้เรื่องอาการเตือนภาวะไตเสื่อม เช่น ปัสสาวะลดลง หน้าบวม
  • N20F4I-8 ติดตามอาการทางระบบประสาท เช่น ซึม สับสน ซึ่งอาจบ่งถึงภาวะไตวาย
  • N20F4I-9 ประสานทีมแพทย์กรณีมีภาวะไตเสื่อมหรือผลแลบผิดปกติ
  • N20F4I-10 บันทึกข้อมูลอย่างต่อเนื่องเพื่อประกอบการตัดสินใจทางคลินิก

✅ Response (การตอบสนองของผู้ป่วย)

  • N20F4R-1 ปัสสาวะออกต่อเนื่องเพียงพอ ไม่มีเลือดปน
  • N20F4R-2 Vital signs คงที่ ไม่มีอาการบวม หรือภาวะความดันผิดปกติ
  • N20F4R-3 ค่า BUN/Creatinine ลดลงใกล้ปกติ
  • N20F4R-4 ผู้ป่วยรายงานว่าปวดลดลงและรู้สึกดีขึ้น
  • N20F4R-5 ผู้ป่วยสามารถระบุสัญญาณเตือนของภาวะไตเสื่อมได้

………………………………….

N20F5  ขาดความรู้ในการป้องกันนิ่วซ้ำ

📝 Assessment (การประเมิน)

S:

  • ผู้ป่วยกล่าวว่า “ไม่รู้ว่ากินอะไรถึงจะไม่เป็นนิ่วอีก”
  • ผู้ป่วยถามถึงสาเหตุและวิธีป้องกันนิ่ว

O:

  • ไม่พบการปฏิบัติตัวในการป้องกันนิ่ว เช่น ดื่มน้ำน้อย
  • ไม่มีเอกสารหรือการสอนเรื่องนิ่วในประวัติการรักษา
  • ผู้ป่วยเพิ่งเคยเป็นนิ่วครั้งแรก หรือเคยเป็นซ้ำหลายครั้ง

🎯 Goals (เป้าหมาย)

  • ผู้ป่วยมีความรู้เรื่องการป้องกันนิ่วซ้ำ และสามารถปฏิบัติตัวได้ถูกต้อง

📊 Evaluate Criteria (เกณฑ์การประเมิน)

  • ผู้ป่วยสามารถอธิบายวิธีป้องกันนิ่วซ้ำได้อย่างน้อย 3 ข้อ
  • ผู้ป่วยปฏิบัติตัวได้ถูกต้อง เช่น ดื่มน้ำมากขึ้น เลี่ยงอาหารเสี่ยง
  • ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนจากนิ่วซ้ำ

✅ Intervention (การปฏิบัติการพยาบาล)

  • N20F5I-1: ประเมินความรู้พื้นฐานของผู้ป่วยเกี่ยวกับนิ่ว และสาเหตุที่ทำให้เกิดนิ่ว
  • N20F5I-2: จัดเตรียมสื่อการสอน เช่น แผ่นพับ หรือวิดีโอเกี่ยวกับการป้องกันนิ่ว
  • N20F5I-3: ให้ความรู้เรื่องการดื่มน้ำอย่างน้อย 2-3 ลิตรต่อวัน (ยกเว้นข้อห้ามทางการแพทย์)
  • N20F5I-4: สอนให้เลี่ยงอาหารที่มีออกซาเลตสูง เช่น ชาเข้ม ช็อกโกแลต ผักโขม
  • N20F5I-5: สอนเรื่องการลดการบริโภคเกลือและโปรตีนสัตว์
  • N20F5I-6: กระตุ้นให้จดบันทึกปริมาณน้ำที่ดื่มและการขับถ่ายประจำวัน
  • N20F5I-7: ส่งเสริมให้เข้าพบแพทย์เพื่อตรวจปัสสาวะและติดตามผล
  • N20F5I-8: เปิดโอกาสให้ซักถาม และประเมินความเข้าใจของผู้ป่วย
  • N20F5I-9: สื่อสารกับทีมสหวิชาชีพ หากพบว่าผู้ป่วยมีภาวะซับซ้อนที่ต้องดูแลเฉพาะทาง
  • N20F5I-10: นัดติดตามผลความรู้และพฤติกรรมของผู้ป่วยในการเยี่ยมครั้งต่อไป

💬 Response (การตอบสนองของผู้ป่วย)

  • N20F5R-1: ผู้ป่วยสามารถอธิบายสาเหตุของนิ่ว และการป้องกันนิ่วซ้ำได้
  • N20F5R-2: ผู้ป่วยปรับพฤติกรรม เช่น ดื่มน้ำมากขึ้น และลดอาหารเสี่ยง
  • N20F5R-3: ผู้ป่วยมีความมั่นใจในการดูแลตัวเอง และสามารถวางแผนชีวิตประจำวันได้
  • N20F5R-4: ผู้ป่วยแสดงความร่วมมือในการนัดติดตาม และแสดงความสนใจในการดูแลตนเอง
  • N20F5R-5: ไม่พบภาวะนิ่วซ้ำในช่วงติดตามผล

…………………………………………

N20F6 เสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการรักษา

✅ Assessment (การประเมิน)

S:

  • ผู้ป่วยแสดงความกังวลเกี่ยวกับผลข้างเคียงจากการรักษา
  • ผู้ป่วยมีคำถามเกี่ยวกับการดูแลหลังทำหัตถการ

O:

  • ผู้ป่วยได้รับการวางแผนรักษาด้วยการสลายนิ่ว/ผ่าตัด
  • มีสายสวนปัสสาวะ/แผลจากการผ่าตัด
  • ยังไม่พบสัญญาณของภาวะแทรกซ้อน เช่น มีไข้ หนาวสั่น ปวดมากผิดปกติ

✅ Goals (เป้าหมาย)

  • ผู้ป่วยปลอดภัยจากภาวะแทรกซ้อนจากการรักษา
  • ผู้ป่วยรู้วิธีดูแลตนเองหลังทำหัตถการ
  • สังเกตพบอาการผิดปกติได้ทัน

✅ Evaluate Criteria (เกณฑ์การประเมิน)

  • ไม่มีไข้ หนาวสั่น ปัสสาวะขัด หรือเลือดออกผิดปกติ
  • แผลสะอาด ไม่บวมแดงหรือมีหนอง
  • ผู้ป่วยสามารถอธิบายสัญญาณเตือนของภาวะแทรกซ้อนได้ถูกต้อง

✅ Intervention (การปฏิบัติการพยาบาล)

  • N20F6I-1: ประเมินแผลผ่าตัด สายสวน หรือจุดเจาะว่าสะอาด แห้ง ไม่อักเสบ
  • N20F6I-2: วัดสัญญาณชีพทุก 4 ชั่วโมง และประเมินอาการของภาวะแทรกซ้อน
  • N20F6I-3: เฝ้าระวังปัสสาวะ สี กลิ่น ปริมาณ ความเจ็บขณะปัสสาวะ
  • N20F6I-4: ดูแลให้ได้รับยาและน้ำเกลือตามแผนการรักษา
  • N20F6I-5: ส่งเสริมให้ผู้ป่วยดื่มน้ำมากขึ้น (ถ้าไม่ห้ามน้ำ) เพื่อช่วยขับนิ่ว
  • N20F6I-6: ให้ความรู้เรื่องอาการเตือน เช่น ปวดมาก มีไข้ ปัสสาวะขัดหรือแดง
  • N20F6I-7: แนะนำวิธีปฏิบัติตัวหลังทำหัตถการ เช่น ดูแลแผล หลีกเลี่ยงยกของหนัก
  • N20F6I-8: ประสานงานแพทย์ทันทีหากพบอาการเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน
  • N20F6I-9: บันทึกอาการ สัญญาณชีพ และผลการเฝ้าระวังอย่างละเอียด
  • N20F6I-10: สนับสนุนด้านจิตใจ คลายกังวลของผู้ป่วยและญาติ

✅ Response (การตอบสนอง)

  • N20F6R-1: ผู้ป่วยไม่มีไข้ แผลสะอาด ไม่มีอาการปวดรุนแรง
  • N20F6R-2: ปัสสาวะออกดี สีใส ไม่มีกลิ่นเหม็นหรือเลือด
  • N20F6R-3: ผู้ป่วยสามารถอธิบายการดูแลหลังหัตถการและอาการเตือนภาวะแทรกซ้อนได้
  • N20F6R-4: ผู้ป่วยและญาติแสดงความมั่นใจในการดูแลต่อเนื่องที่บ้าน
  • N20F6R-5: ไม่มีภาวะแทรกซ้อนหลังการรักษา

………………………………………….

N20F7  ต้องการการฟื้นฟูสุขภาพหลังการรักษา

📝 Assessment (การประเมิน)

S:

  • ผู้ป่วยแสดงความต้องการดูแลตนเองและป้องกันนิ่วซ้ำ
  • มีคำถามเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหลังรักษา

O:

  • ไม่มีอาการปวดหรือภาวะแทรกซ้อนหลังการรักษา
  • ปริมาณปัสสาวะปกติและไม่มีเลือดปน
  • ผลตรวจสุขภาพทั่วไปเป็นปกติ

🎯 Goals (เป้าหมาย)

  • ผู้ป่วยมีความรู้และทักษะในการดูแลตนเองหลังการรักษา
  • ป้องกันการเกิดนิ่วซ้ำและภาวะแทรกซ้อน
  • ส่งเสริมสุขภาพโดยรวมดีขึ้นและมีคุณภาพชีวิตที่ดี

📏 Evaluate Criteria (เกณฑ์การประเมิน)

  • ผู้ป่วยสามารถอธิบายวิธีป้องกันนิ่วซ้ำและดูแลสุขภาพได้
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำเรื่องอาหารและน้ำดื่ม
  • ไม่มีอาการนิ่วซ้ำหรือภาวะแทรกซ้อนในระยะติดตาม
  • รายงานคุณภาพชีวิตดีขึ้นและมีพลังงานเพิ่มขึ้น

✅ Intervention (การปฏิบัติการพยาบาล)

  • N20F7I-1: ประเมินความเข้าใจและความพร้อมของผู้ป่วยในการดูแลตนเอง
  • N20F7I-2: ให้ความรู้เรื่องการดื่มน้ำเพียงพออย่างต่อเนื่อง (2-3 ลิตร/วัน)
  • N20F7I-3: แนะนำอาหารที่เหมาะสม ลดโซเดียมและโปรตีนสัตว์
  • N20F7I-4: สนับสนุนให้ผู้ป่วยออกกำลังกายอย่างเหมาะสมตามสภาพร่างกาย
  • N20F7I-5: ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการนัดติดตามผลและการตรวจสุขภาพ
  • N20F7I-6: ส่งเสริมการบันทึกพฤติกรรมสุขภาพ เช่น การดื่มน้ำ การปัสสาวะ
  • N20F7I-7: สร้างแรงจูงใจและสนับสนุนด้านจิตใจเพื่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
  • N20F7I-8: ประสานงานกับทีมสุขภาพเพื่อการติดตามและสนับสนุนต่อเนื่อง
  • N20F7I-9: แนะนำเทคนิคการจัดการความเครียดและการพักผ่อนอย่างเพียงพอ
  • N20F7I-10: ติดตามและประเมินผลการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยเป็นระยะ

✅ Response (การตอบสนอง)

  • N20F7R-1: ผู้ป่วยแสดงความเข้าใจในการป้องกันนิ่วซ้ำและสามารถปฏิบัติได้
  • N20F7R-2: ปริมาณน้ำดื่มและพฤติกรรมสุขภาพดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • N20F7R-3: ไม่มีอาการนิ่วซ้ำหรือภาวะแทรกซ้อนในช่วงติดตาม
  • N20F7R-4: ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตและพลังงานดีขึ้น
  • N20F7R-5: ผู้ป่วยมีความมั่นใจและพึงพอใจในการดูแลสุขภาพตนเอง

…………………………………………….

N20F8 วางแผนจำหน่ายโดยเน้นการดูแลต่อเนื่องที่บ้าน

📝 Assessment (การประเมิน)

S:

  • ผู้ป่วยแสดงความกังวลเกี่ยวกับการดูแลตนเองที่บ้าน
  • ถามถึงวิธีปฏิบัติตัวหลังจำหน่าย

O:

  • อาการปวดลดลง ปัสสาวะปกติ
  • ไม่มีภาวะแทรกซ้อนหลังการรักษา
  • รับคำแนะนำจากทีมแพทย์และพยาบาลก่อนจำหน่าย

🎯 Goals (เป้าหมาย)

  • ผู้ป่วยและครอบครัวมีความรู้และทักษะในการดูแลตนเองที่บ้าน
  • ป้องกันนิ่วซ้ำและภาวะแทรกซ้อน
  • ผู้ป่วยติดตามนัดหมายและรับบริการสุขภาพอย่างต่อเนื่อง

📏 Evaluate Criteria (เกณฑ์การประเมิน)

  • ผู้ป่วยและครอบครัวสามารถอธิบายการดูแลตนเองและป้องกันนิ่วซ้ำได้
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำเรื่องอาหาร น้ำ และยา
  • ผู้ป่วยไม่มีอาการผิดปกติหลังจำหน่าย
  • ผู้ป่วยมาพบแพทย์หรือติดตามผลตามนัดหมาย

✅ Intervention (การปฏิบัติการพยาบาล)

  • N20F8I-1: ให้คำแนะนำเรื่องการดื่มน้ำวันละ 2-3 ลิตร (ถ้าไม่มีข้อห้าม)
  • N20F8I-2: สอนวิธีการรับประทานอาหารที่ลดความเสี่ยงนิ่ว เช่น ลดเค็ม ลดโปรตีนสัตว์
  • N20F8I-3: แนะนำการสังเกตอาการผิดปกติ เช่น ปวดรุนแรง ปัสสาวะขัด หรือมีเลือดปน
  • N20F8I-4: ให้ความรู้เรื่องการปฏิบัติตัวหลังผ่าตัดหรือหัตถการ (ถ้ามี)
  • N20F8I-5: ส่งเสริมให้ติดตามนัดหมายและตรวจสุขภาพตามคำแนะนำ
  • N20F8I-6: สนับสนุนให้ครอบครัวมีส่วนร่วมในการดูแลและสังเกตอาการ
  • N20F8I-7: จัดทำสื่อความรู้หรือแผ่นพับสำหรับผู้ป่วยและครอบครัว
  • N20F8I-8: ประเมินความเข้าใจของผู้ป่วยและครอบครัวก่อนจำหน่าย
  • N20F8I-9: วางแผนการติดตามผลระยะยาวร่วมกับทีมสุขภาพ
  • N20F8I-10: เปิดโอกาสให้ซักถามและแก้ไขข้อสงสัย

✅ Response (การตอบสนอง)

  • N20F8R-1: ผู้ป่วยและครอบครัวสามารถอธิบายและปฏิบัติตามคำแนะนำได้
  • N20F8R-2: ไม่มีอาการผิดปกติหลังจำหน่าย
  • N20F8R-3: ผู้ป่วยเข้ารับการติดตามตามนัดหมายอย่างสม่ำเสมอ
  • N20F8R-4: ครอบครัวมีส่วนร่วมในการดูแลและสังเกตอาการ
  • N20F8R-5: ผู้ป่วยมีความมั่นใจในการดูแลสุขภาพตนเองที่บ้าน

………………………………………………..

เอกสารอ้างอิง

  • กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข.แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับโรคนิ่วในทางเดินปัสสาวะ.”กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์กรมการแพทย์, 2564.(แนวทางนี้ครอบคลุมการวินิจฉัย รักษา และการพยาบาลโรคนิ่วในทางเดินปัสสาวะ) [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก:  http://www.dms.moph.go.th
  • สมาคมพยาบาลโรคไตแห่งประเทศไทย.การดูแลผู้ป่วยโรคนิ่วในทางเดินปัสสาวะ.” วารสารพยาบาลโรคไต. ปีที่ 12, ฉบับที่ 3, 2563, หน้า 45-52.(บทความเน้นการดูแลพยาบาลและการฟื้นฟูผู้ป่วย)
  • Pearle MS, Calhoun EA, Curhan GC. "Urolithiasis." In: Jameson JL, Fauci AS, Kasper DL, Hauser SL, Loscalzo J, editors. Harrison’s Principles of Internal Medicine. 20th ed. New York: McGraw-Hill; 2018.
  • Turk C, Petrik A, Sarica K, et al. "EAU Guidelines on Diagnosis and Conservative Management of Urolithiasis." European Urology. 2016;69(3):468-474.