เกี่ยวกับฉัน

รูปภาพของฉัน
เมือง, พิษณุโลก, Thailand

วันอาทิตย์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2567

EP. 20 👉👉ตัวอย่าง :การพยาบาลผู้ป่วยโรคนิ่วในถุงน้ำดีที่มีการอักเสบเฉียบพลัน (Calculus of gallbladder with acute cholecystitis): K80.0

 

พยาธิสภาพ
        นิ่วในถุงน้ำดีที่มีการอักเสบเฉียบพลัน (K80.0) เกิดจากการอุดตันของนิ่วในถุงน้ำดีหรือท่อน้ำดี ทำให้น้ำดีไม่สามารถระบายออกได้ ส่งผลให้ความดันภายในถุงน้ำดีเพิ่มขึ้น และเกิดการอักเสบจากการสะสมของน้ำดีและสารพิษในถุงน้ำดี การติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น Escherichia coli หรือ Klebsiella spp. มักเกิดร่วมด้วย หากไม่ได้รับการรักษา อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อน เช่น ถุงน้ำดีแตก (Gallbladder perforation) หรือเยื่อบุช่องท้องอักเสบ (Peritonitis)

การรักษา

โรคนิ่วในถุงน้ำดีที่มีการอักเสบเฉียบพลัน (K80.0) เริ่มจากการให้งดอาหารและน้ำ ให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ ควบคุมอาการปวดด้วยยาแก้ปวด และใช้ยาปฏิชีวนะหากมีการติดเชื้อ ในกรณีรุนแรงหรือมีภาวะแทรกซ้อน แนะนำให้ผ่าตัดถุงน้ำดีออก โดยวิธีมาตรฐานคือการผ่าตัดผ่านกล้อง (Laparoscopic Cholecystectomy) หากผู้ป่วยไม่สามารถผ่าตัดได้ อาจใช้วิธีใส่สายระบายถุงน้ำดี (Percutaneous Cholecystostomy) หลังการรักษาควรปรับพฤติกรรมการกิน เลี่ยงอาหารไขมันสูง และติดตามสุขภาพเพื่อลดโอกาสเกิด

การพยาบาล

การพยาบาลผู้ป่วยโรคนิ่วในถุงน้ำดีที่มีการอักเสบเฉียบพลัน (K80.0) เน้นบรรเทาอาการปวดโดยประเมินระดับความปวดและให้ยาตามแผนการรักษา ดูแลให้งดอาหารและน้ำ พร้อมให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ สังเกตอาการแทรกซ้อน เช่น ไข้สูง หน้าท้องแข็ง หรือดีซ่าน ส่งเสริมให้พักผ่อน ลดการกระตุ้นถุงน้ำดี และเตรียมผู้ป่วยสำหรับการผ่าตัดหากจำเป็น รวมถึงให้คำแนะนำเรื่องการปรับพฤติกรรมการกินเพื่อป้องกันการเกิดซ้ำ

Nursing diagnosis:

  1. K80.0F1: ปวดเฉียบพลันจากนิ่วในถุงน้ำดีAcute pain related to gallbladder stones
  2. K80.0F2: วิตกกังวลเกี่ยวกับการผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีAnxiety related to gallstone surgery
  3. K80.0F3: เสี่ยงต่อการติดเชื้อจากการผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีRisk for infection related to gallstone surgery
  4. K80.0F4: ความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีRisk for postoperative complications after gallstone surgery
  5. K80.0F5: เสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อแผลผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีRisk for complications related to surgical site infection after gallstone surgery
  6. K80.0F6: มีไข้หลังการผ่าตัดPostoperative fever
  7. K80.0F7: เสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนจากอาการท้องอืดRisk for complications related to postoperative bloating
  8. K80.0F8: ฟื้นฟูสมรรถภาพและการดูแลตัวเองหลังการผ่าตัดRehabilitation and self-care after surgery
  9. K80.0F9: วิตกกังวลเกี่ยวกับการฟื้นฟูหลังผ่าตัดและความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในถุงน้ำดีซ้ำAnxiety related to postoperative recovery and risk of recurrent gallstones
  10. K80.0F10: วางแผนจำหน่ายหลังผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีDischarge planning after gallstone surgery

หมายเหตุตัวเลข F1, I-1, R-1 เป็นเพียงตัวเลขที่กำหนดขึ้นเพื่อให้การจัดลำดับวินิจฉัยการพยาบาลเป็นไปอย่างมีระบบ อาจปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม

.....................................

K80.0F1: ปวดเฉียบพลันจากนิ่วในถุงน้ำดีAcute pain related to gallbladder stones

Assessment

  • ผู้ป่วยรายงานรู้สึกปวดท้องด้านขวาบน หรือบริเวณใต้ชายโครงขวา
  • อาการปวดมีลักษณะเป็นการปวดที่เริ่มจากอาการเฉียบพลัน หรือเป็นการปวดรุนแรงซึ่งอาจเกิดขึ้นหลังจากการรับประทานอาหารที่มีไขมันมาก
  • ผู้ป่วยอาจรู้สึกคลื่นไส้หรืออาเจียนร่วมด้วย
  • การตรวจร่างกายพบว่ามีการกดเจ็บที่บริเวณท้องด้านขวาบน
  • การวัดอุณหภูมิร่างกายอาจพบว่าเพิ่มขึ้น
  • การตรวจอัลตราซาวด์อาจแสดงการมีนิ่วในถุงน้ำดี

Goals

  • ลดอาการปวดให้มีระดับน้อยที่สุด หรือไม่มีอาการปวดใน 24-48 ชั่วโมง
  • ป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากอาการปวด เช่น การเกิดการอักเสบ หรือการติดเชื้อ
  • ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถทำกิจกรรมประจำวันได้โดยไม่มีความเจ็บปวดมากขึ้น

Evaluate Criteria

  • ผู้ป่วยรายงานการลดลงของระดับความปวด (เช่น จาก 8/10 เป็น 3/10 หรือไม่)
  • ผู้ป่วยสามารถเคลื่อนไหวได้โดยไม่รู้สึกปวดหรือรู้สึกเจ็บปวดเพียงเล็กน้อย
  • ไม่มีการเกิดภาวะแทรกซ้อนเช่น การติดเชื้อ หรือการเกิดภาวะอักเสบในพื้นที่ที่มีอาการปวด

Intervention

  • K80.0F1I-1 ให้ยาแก้ปวดตามคำสั่งแพทย์ (เช่น NSAIDs หรือ Opioids ในกรณีที่จำเป็น)
  • K80.0F1I-2 ให้ผู้ป่วยพักผ่อนในท่าที่สะดวก และหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันมาก
  • K80.0F1I-3 ให้การดูแลและให้ข้อมูลเกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่กระตุ้นการเกิดอาการปวด
  • K80.0F1I-4 พิจารณาการให้ยาเพื่อบรรเทาอาการคลื่นไส้หรืออาเจียนหากมีอาการร่วม
  • K80.0F1I-5 ติดตามการตอบสนองต่อการรักษาและปรับยาให้เหมาะสม

Response

  • K80.0F1R-1 ผู้ป่วยมีอาการปวดลดลงและสามารถนอนพักผ่อนได้อย่างสบาย
  • K80.0F1R-2 ระดับความปวดลดลงจนอยู่ในระดับที่สามารถจัดการได้ (เช่น จาก 8/10 เป็น 3/10)
  • K80.0F1R-3 ผู้ป่วยไม่มีอาการคลื่นไส้หรืออาเจียนหลังการให้ยาลดอาการปวด
  • K80.0F1R-4 ไม่มีภาวะแทรกซ้อนจากการรักษา

...................................................................

K80.0F2: วิตกกังวลเกี่ยวกับการผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีAnxiety related to gallstone surgery

Assessment

  • ผู้ป่วยรายงานรู้สึกกังวลหรือกลัวเกี่ยวกับการผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี
  • ผู้ป่วยมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดขึ้นหลังการผ่าตัด เช่น ภาวะแทรกซ้อนหรือการฟื้นตัวช้า
  • ผู้ป่วยอาจถามคำถามเกี่ยวกับขั้นตอนการผ่าตัดและความปลอดภัย
  • ผู้ป่วยมีอาการวิตกกังวลที่สังเกตได้จากท่าทางหรือพฤติกรรม เช่น การพูดเร็ว การหายใจไม่ปกติ หรือการสั่น
  • พบว่าผู้ป่วยมีอัตราการเต้นของหัวใจสูงกว่าปกติ มีเหงื่อออกมาก หรือความดันโลหิตสูง

Goals

  • ลดความวิตกกังวลของผู้ป่วยให้ลงภายในระยะเวลา 24-48 ชั่วโมงหลังการประเมิน
  • เพิ่มความเข้าใจของผู้ป่วยเกี่ยวกับการผ่าตัดและกระบวนการฟื้นฟู
  • ส่งเสริมให้ผู้ป่วยรู้สึกมั่นใจและพร้อมสำหรับการผ่าตัด
  • ลดอาการทางกายภาพที่เกิดจากความวิตกกังวล

Evaluate Criteria

  • ผู้ป่วยแสดงอาการวิตกกังวลลดลง เช่น การหายใจปกติ หรือการเต้นของหัวใจลดลง
  • ผู้ป่วยสามารถแสดงความเข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอนการผ่าตัดและการฟื้นฟู
  • ผู้ป่วยแสดงความมั่นใจและการเตรียมตัวสำหรับการผ่าตัดได้ดี
  • ไม่มีอาการทางกายภาพที่เกิดจากความวิตกกังวล เช่น เหงื่อออกมากหรือความดันโลหิตสูง

Intervention

  • K80.0F2I-1 ให้ข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับการผ่าตัด, ขั้นตอนการรักษา, และผลการฟื้นฟูหลังผ่าตัด
  • K80.0F2I-2 ฟังและตอบคำถามของผู้ป่วยเพื่อช่วยลดความวิตกกังวล
  • K80.0F2I-3 ใช้เทคนิคการผ่อนคลาย เช่น การหายใจลึก หรือการใช้การบำบัดด้วยการสนทนา (counseling)
  • K80.0F2I-4 ให้ความมั่นใจแก่ผู้ป่วยเกี่ยวกับการดูแลหลังผ่าตัดและภาวะแทรกซ้อนที่สามารถป้องกันได้
  • K80.0F2I-5 สังเกตการตอบสนองของผู้ป่วยและให้การสนับสนุนทางอารมณ์

Response

  • K80.0F2R-1 ผู้ป่วยมีความวิตกกังวลลดลงและสามารถแสดงการตอบสนองเชิงบวกต่อการผ่าตัด
  • K80.0F2R-2 ผู้ป่วยสามารถทำการผ่อนคลายและมีความเข้าใจที่ดีขึ้นเกี่ยวกับขั้นตอนการผ่าตัดและการฟื้นฟู
  • K80.0F2R-3 อาการทางกายภาพจากความวิตกกังวล เช่น การหายใจเร็วหรือการเต้นของหัวใจสูงลดลง
  • K80.0F2R-4 ผู้ป่วยแสดงท่าทางที่มั่นใจและเตรียมตัวสำหรับการผ่าตัดได้ดี

……………………………………………

K80.0F3: เสี่ยงต่อการติดเชื้อจากการผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีRisk for infection related to gallstone surgery

Assessment

  • ผู้ป่วยรายงานความวิตกกังวลเกี่ยวกับการติดเชื้อจากการผ่าตัด
  • ผู้ป่วยมีประวัติการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจหรือทางเดินปัสสาวะ
  • ผู้ป่วยอาจมีอาการบวมหรืออักเสบที่บริเวณแผลผ่าตัดหลังจากการผ่าตัด
  • มีแผลผ่าตัดที่มีโอกาสติดเชื้อ เช่น แผลที่มีการหลุดของเยื่อหุ้มแผล
  • พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงในค่าอุณหภูมิร่างกาย (อุณหภูมิสูงขึ้น)
  • การตรวจร่างกายพบการบวมแดงหรือหนองที่แผลผ่าตัด
  • ผลการตรวจเลือดอาจพบการเพิ่มขึ้นของเซลล์ขาว (WBC) หรือโปรตีน C-reactive (CRP)

Goals

  • ลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในระหว่างและหลังการผ่าตัด
  • ป้องกันการเกิดการติดเชื้อที่แผลผ่าตัดและในระบบภายใน
  • ส่งเสริมการฟื้นฟูแผลผ่าตัดให้สมบูรณ์ในระยะเวลาที่เหมาะสมโดยไม่มีการติดเชื้อ
  • เพิ่มความมั่นใจให้ผู้ป่วยเกี่ยวกับการป้องกันการติดเชื้อ

Evaluate Criteria

  • ผู้ป่วยไม่มีอาการติดเชื้อที่แผลผ่าตัด เช่น ไม่มีการบวม แดง หรือหนอง
  • ไม่มีอาการไข้หรือการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิร่างกาย
  • ค่าตรวจเลือด (WBC, CRP) อยู่ในระดับปกติหรือมีการลดลงตามระยะเวลา
  • แผลผ่าตัดหายดี ไม่มีการติดเชื้อภายใน 7-10 วันหลังผ่าตัด

Intervention

  • K80.0F3I-1 ใช้เทคนิคการทำแผลอย่างถูกต้องและปลอดเชื้อ
  • K80.0F3I-2 ใช้ยาปฏิชีวนะตามคำสั่งแพทย์เพื่อป้องกันการติดเชื้อระหว่างและหลังการผ่าตัด
  • K80.0F3I-3 ตรวจติดตามแผลผ่าตัดและสังเกตอาการบวม แดง หรือหนองที่แผล
  • K80.0F3I-4 สอนผู้ป่วยเกี่ยวกับการดูแลแผลผ่าตัดและอาการที่ควรระวัง เช่น อาการไข้ ปวด หรือหนองที่แผล
  • K80.0F3I-5 สนับสนุนให้ผู้ป่วยพักผ่อนและรักษาสุขอนามัยที่ดี เช่น การล้างมือบ่อย

Response

  • K80.0F3R-1 ผู้ป่วยไม่มีอาการติดเชื้อที่แผลผ่าตัด และแผลผ่าตัดหายดี
  • K80.0F3R-2 ไม่มีอาการไข้หรือการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิร่างกาย
  • K80.0F3R-3 ผลการตรวจเลือดแสดงค่าปกติหรือการลดลงของการอักเสบ
  • K80.0F3R-4 ผู้ป่วยสามารถดูแลแผลผ่าตัดได้ตามคำแนะนำ และรู้สึกมั่นใจในกระบวนการฟื้นฟู

……………………………………

K80.0F4: ความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีRisk for postoperative complications after gallstone surgery

Assessment

  • ผู้ป่วยรายงานความกังวลเกี่ยวกับภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัด เช่น การติดเชื้อ หรือภาวะท้องอืด
  • ผู้ป่วยมีประวัติการผ่าตัดหรือภาวะสุขภาพที่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน เช่น โรคเบาหวานหรือโรคหัวใจ
  • ผู้ป่วยอาจมีความรู้สึกไม่สบายหลังการผ่าตัด เช่น ปวดแผลหรือมีอาการท้องอืด
  • พบการเปลี่ยนแปลงในอาการทางกายภาพ เช่น อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น, ความดันโลหิตต่ำ หรือมีอาการท้องอืด
  • แผลผ่าตัดมีการบวม แดง หรือหนอง
  • ผลการตรวจเลือดพบการเพิ่มขึ้นของเซลล์ขาว (WBC) หรือโปรตีน C-reactive (CRP) ซึ่งอาจบ่งบอกถึงการติดเชื้อ

Goals

  • ลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัด เช่น การติดเชื้อ หรือภาวะท้องอืด
  • ส่งเสริมการฟื้นตัวหลังการผ่าตัดโดยไม่มีการเกิดภาวะแทรกซ้อน
  • ส่งเสริมให้ผู้ป่วยรู้สึกมั่นใจและสามารถรับมือกับภาวะแทรกซ้อนได้

Evaluate Criteria

  • ผู้ป่วยไม่มีอาการของการติดเชื้อหรือภาวะท้องอืดหลังการผ่าตัด
  • ไม่มีการบวม แดง หรือหนองที่แผลผ่าตัด
  • อุณหภูมิร่างกายของผู้ป่วยคงที่และปกติ
  • ผลการตรวจเลือด (WBC, CRP) อยู่ในระดับปกติหรือมีการลดลงตามระยะเวลา
  • ผู้ป่วยฟื้นตัวได้ตามระยะเวลาที่คาดหวังหลังการผ่าตัด

Intervention

  • K80.0F4I-1 ให้การดูแลแผลผ่าตัดอย่างเหมาะสมและปลอดเชื้อ
  • K80.0F4I-2 ใช้ยาปฏิชีวนะตามคำสั่งแพทย์เพื่อป้องกันการติดเชื้อ
  • K80.0F4I-3 ดูแลเรื่องการระบายอากาศในท้องและใช้การบำบัดด้วยการเคลื่อนไหวหรือการนวดเพื่อช่วยลดอาการท้องอืด
  • K80.0F4I-4 ติดตามสัญญาณชีพและสังเกตอาการของภาวะแทรกซ้อน เช่น การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิหรือความดันโลหิต
  • K80.0F4I-5 สอนผู้ป่วยเกี่ยวกับการดูแลตนเองหลังการผ่าตัดและสิ่งที่ควรระวัง

Response

  • K80.0F4R-1 ผู้ป่วยไม่มีอาการติดเชื้อหรือภาวะท้องอืดหลังการผ่าตัด
  • K80.0F4R-2 แผลผ่าตัดหายดีโดยไม่มีการบวม แดง หรือหนอง
  • K80.0F4R-3 ผู้ป่วยมีอุณหภูมิร่างกายปกติและไม่มีการเปลี่ยนแปลงในสัญญาณชีพ
  • K80.0F4R-4 ผลการตรวจเลือดแสดงค่าปกติหรือการลดลงของการอักเสบ
  • K80.0F4R-5 ผู้ป่วยฟื้นตัวจากการผ่าตัดได้อย่างรวดเร็วและไม่มีภาวะแทรกซ้อน

……………………………....................

K80.0F5: เสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อแผลผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีRisk for complications related to surgical site infection after gallstone surgery

Assessment

  • ผู้ป่วยรายงานรู้สึกเจ็บบริเวณแผลผ่าตัด มีไข้เล็กน้อย และมีอาการคลื่นไส้เล็กน้อยหลังการผ่าตัด
  • ผู้ป่วยมีความกังวลเกี่ยวกับการติดเชื้อแผลผ่าตัด
  • สัญญาณชีพ: อุณหภูมิ 37.8°C, อัตราการเต้นของหัวใจ 92 ครั้ง/นาที
  • แผลผ่าตัดมีรอยแดงเล็กน้อยและมีการบวมรอบแผล
  • ขอบแผลผ่าตัดไม่เปิด แต่มีการตกสะเก็ดที่แผล

Goals

  • ผู้ป่วยจะไม่มีอาการบวม, แดง, หรือหนองจากแผลผ่าตัดภายใน 48 ชั่วโมงหลังผ่าตัด
  • ผู้ป่วยจะสามารถควบคุมอุณหภูมิร่างกายให้อยู่ในระดับปกติ (≤ 37.5°C) ภายใน 24 ชั่วโมง
  • ผู้ป่วยจะได้รับการป้องกันการติดเชื้อแผลผ่าตัด และสามารถดูแลแผลได้อย่างถูกต้อง

Evaluate Criteria

  • การเปลี่ยนแปลงของอาการบวมและอาการแดงของแผลผ่าตัด
  • อุณหภูมิร่างกายของผู้ป่วย
  • ความสะอาดของแผลและการรักษาที่เหมาะสมต่อการป้องกันการติดเชื้อ

Intervention

  • K80.0F5I-1 ตรวจสอบแผลผ่าตัดทุก 4 ชั่วโมงเพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงของการอักเสบและการติดเชื้อ
  • K80.0F5I-2 สอนผู้ป่วยและญาติวิธีการดูแลแผลผ่าตัดให้สะอาดและแห้ง รวมถึงการเปลี่ยนผ้าพันแผลตามคำแนะนำ
  • K80.0F5I-3 จัดการให้ผู้ป่วยรับประทานยาปฏิชีวนะตามแพทย์สั่งเพื่อป้องกันการติดเชื้อ
  • K80.0F5I-4 เฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงของสัญญาณชีพ เช่น อุณหภูมิ, การเต้นของหัวใจ, และความดันโลหิต
  • K80.0F5I-5 ให้คำแนะนำในการพักผ่อนและการหลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวที่อาจก่อให้เกิดแรงกดบนแผล

Response

  • K80.0F5R-1 ผู้ป่วยรายงานรู้สึกเจ็บแผลน้อยลงในวันถัดไปและไม่รู้สึกไข้
  • K80.0F5R-2 แผลผ่าตัดมีการฟื้นฟูเร็วขึ้นโดยไม่มีการบวมและไม่มีการติดเชื้อ
  • K80.0F5R-3 ผู้ป่วยและญาติสามารถดูแลแผลและเปลี่ยนผ้าพันแผลได้อย่างถูกต้อง

...................................................

K80.0F6: มีไข้หลังการผ่าตัดPostoperative fever

Assessment

  • ผู้ป่วยรายงานรู้สึกหนาวสั่นและมีอาการไข้หลังการผ่าตัด อาจมีอาการปวดแผลผ่าตัดบริเวณท้อง
  • ผู้ป่วยรู้สึกไม่สบายและมีความกังวลเกี่ยวกับอาการไข้
  • สัญญาณชีพ: อุณหภูมิ 38.2°C, การเต้นของหัวใจ 100 ครั้ง/นาที
  • แผลผ่าตัดดูสะอาด ไม่มีหนองหรือการแดงมากเกินไป
  • ผู้ป่วยยังคงรู้สึกไม่สบายท้องหลังผ่าตัด

Goals

  • ผู้ป่วยจะมีอุณหภูมิร่างกายลดลงและคงที่ไม่เกิน 37.5°C ภายใน 24 ชั่วโมง
  • ผู้ป่วยจะไม่มีอาการหนาวสั่นและอาการไข้ลดลงหลังการรักษาภายใน 48 ชั่วโมง
  • แผลผ่าตัดจะไม่มีการติดเชื้อหรือการบวมที่เพิ่มขึ้น

Evaluate Criteria

  • การลดลงของอุณหภูมิร่างกายของผู้ป่วย
  • ความพึงพอใจของผู้ป่วยที่ลดอาการหนาวสั่นและไข้
  • การประเมินแผลผ่าตัดอย่างต่อเนื่องว่ามีการติดเชื้อหรือไม่

Intervention

  • K80.0F6I-1 ให้ยาแก้ไข้หรือยาลดไข้ตามคำแนะนำจากแพทย์ เช่น Paracetamol
  • K80.0F6I-2 เฝ้าระวังอุณหภูมิร่างกายของผู้ป่วยทุก 2 ชั่วโมงและบันทึกผลอย่างละเอียด
  • K80.0F6I-3 สังเกตการเปลี่ยนแปลงของแผลผ่าตัด เช่น อาการบวม, แดง, หรือมีหนอง
  • K80.0F6I-4 ให้ผู้ป่วยดื่มน้ำมากขึ้นและพักผ่อนเพื่อเสริมสร้างการฟื้นตัว
  • K80.0F6I-5 ให้คำแนะนำผู้ป่วยในการสังเกตสัญญาณของการติดเชื้อและติดตามการเปลี่ยนแปลงอาการ

Response

  • K80.0F6R-1 อุณหภูมิของผู้ป่วยลดลงเป็น 37.5°C และไม่มีการหนาวสั่นหลังจากการให้ยาแก้ไข้
  • K80.0F6R-2 แผลผ่าตัดยังคงสะอาดและไม่มีการบวมเพิ่มขึ้น
  • K80.0F6R-3 ผู้ป่วยรู้สึกสบายตัวขึ้นและไข้ลดลงภายใน 48 ชั่วโมง

..............................................................

K80.0F7: เสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนจากอาการท้องอืดRisk for complications related to postoperative bloating

Assessment

  • ผู้ป่วยรายงานรู้สึกท้องอืดและไม่สบายท้อง มีอาการแน่นท้องและบางครั้งรู้สึกปวดท้องคล้ายการบีบตัว
  • ผู้ป่วยบอกว่าไม่สามารถถ่ายอุจจาระหรือขับลมได้ตามปกติหลังการผ่าตัด
  • สัญญาณชีพ: อุณหภูมิ 37.2°C, การเต้นของหัวใจ 88 ครั้ง/นาที
  • การตรวจคลำท้องพบว่าท้องแข็งและมีการบวมเล็กน้อยบริเวณส่วนกลาง
  • การฟังเสียงลำไส้: เสียงลำไส้ลดลงในบางจุด

Goals

  • ผู้ป่วยจะมีการขับลมและถ่ายอุจจาระอย่างน้อยวันละครั้งภายใน 48 ชั่วโมง
  • ผู้ป่วยจะไม่รู้สึกท้องอืดหรือแน่นท้องหลังการรักษาภายใน 24 ชั่วโมง
  • สัญญาณชีพของผู้ป่วยจะคงที่อยู่ในระดับปกติ โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่แสดงถึงการช็อกหรือภาวะแทรกซ้อนจากท้องอืด

Evaluate Criteria

  • การขับลมและการถ่ายอุจจาระของผู้ป่วย
  • การลดลงของอาการท้องอืดและความแน่นท้อง
  • การฟื้นตัวของเสียงลำไส้และการคลำท้องที่มีความนุ่มนวลขึ้น

Intervention

  • K80.0F7I-1 แนะนำให้ผู้ป่วยนอนในท่าที่ช่วยให้ลมไหลออกจากท้อง เช่น การนอนตะแคงข้างและยกขา
  • K80.0F7I-2 ให้ยาเพื่อช่วยในการขับลม เช่น Simethicone ตามคำสั่งแพทย์
  • K80.0F7I-3 กระตุ้นให้ผู้ป่วยเดินเบา หรือทำการเคลื่อนไหวอย่างเบา เพื่อกระตุ้นการทำงานของลำไส้
  • K80.0F7I-4 เฝ้าระวังอาการท้องอืดอย่างใกล้ชิด และติดตามผลการขับลมหรือถ่ายอุจจาระทุกวัน
  • K80.0F7I-5 สอนผู้ป่วยเกี่ยวกับการรับประทานอาหารที่ไม่กระตุ้นให้เกิดการอืดท้อง เช่น อาหารเบา และหลีกเลี่ยงอาหารที่ย่อยยากหรือมีไฟเบอร์สูง

Response

  • K80.0F7R-1 ผู้ป่วยเริ่มรู้สึกท้องโล่งขึ้นและสามารถขับลมได้บ่อยขึ้นในวันถัดไป
  • K80.0F7R-2 อาการท้องอืดและความแน่นท้องลดลง และผู้ป่วยสามารถถ่ายอุจจาระได้ตามปกติภายใน 48 ชั่วโมง
  • K80.0F7R-3 สัญญาณชีพคงที่อยู่ในระดับปกติ และผู้ป่วยรายงานอาการดีขึ้นโดยไม่มีภาวะแทรกซ้อน

…………………………………………

K80.0F8: ฟื้นฟูสมรรถภาพและการดูแลตัวเองหลังการผ่าตัดRehabilitation and self-care after surgery

Assessment

  • ผู้ป่วยรู้สึกอ่อนแอหรือมีอาการเจ็บปวดหลังการผ่าตัด
  • ผู้ป่วยกังวลเกี่ยวกับการกลับไปทำกิจกรรมประจำวันหรือการดูแลตนเองหลังการผ่าตัด
  • ความสามารถในการเคลื่อนไหวหรือทำกิจกรรมต่างๆ ลดลงจากก่อนการผ่าตัด
  • ผู้ป่วยมีความตึงเครียดหรือขาดความมั่นใจในตัวเองในการฟื้นฟู
  • สัญญาณชีพปกติ แต่ยังมีอาการเหนื่อยล้าหรือการเคลื่อนไหวที่จำกัด

Goals

  • ฟื้นฟูสมรรถภาพของผู้ป่วยให้กลับคืนสู่ระดับปกติ
  • ส่งเสริมให้ผู้ป่วยสามารถดูแลตัวเองได้โดยไม่พึ่งพาผู้อื่น
  • ลดความวิตกกังวลเกี่ยวกับการฟื้นฟูและเพิ่มความมั่นใจในการกลับไปทำกิจกรรมประจำวัน
  • ป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดจากการไม่สามารถฟื้นตัวได้

Evaluate Criteria

  • ผู้ป่วยสามารถทำกิจกรรมพื้นฐานได้เอง เช่น การอาบน้ำ, การเดิน, การรับประทานอาหาร
  • ผู้ป่วยมีอาการปวดลดลงหรือไม่มีอาการเจ็บปวดที่กระทบการทำกิจกรรม
  • ผู้ป่วยรายงานความรู้สึกมั่นใจในการดูแลตนเอง
  • ความสามารถในการเคลื่อนไหวกลับสู่ระดับปกติ

Intervention

  • K80.0F8I-1 แนะนำการออกกำลังกายเบาๆ เช่น การเดินหรือการยืดเหยียดเพื่อเพิ่มความแข็งแรงและความยืดหยุ่น
  • K80.0F8I-2 ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการดูแลแผลผ่าตัดและการป้องกันภาวะแทรกซ้อน
  • K80.0F8I-3 ส่งเสริมให้ผู้ป่วยทำกิจกรรมที่สามารถทำได้เอง เช่น การทานอาหารที่มีประโยชน์ การดื่มน้ำให้เพียงพอ
  • K80.0F8I-4 ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการจัดการความวิตกกังวลและเทคนิคการผ่อนคลาย
  • K80.0F8I-5 ตรวจสอบและประเมินการฟื้นตัวทุกวัน เพื่อปรับแผนการฟื้นฟูให้เหมาะสม

Response

  • K80.0F8R-1 ผู้ป่วยสามารถทำกิจกรรมประจำวันได้เอง เช่น การเดิน การทำความสะอาด หรือการดูแลส่วนตัว
  • K80.0F8R-2 ผู้ป่วยรายงานการลดลงของอาการปวดและสามารถทำกิจกรรมได้โดยไม่รู้สึกเจ็บปวด
  • K80.0F8R-3 ผู้ป่วยมีความมั่นใจในการฟื้นฟูและสามารถจัดการกับภาวะวิตกกังวลได้ดีขึ้น
  • K80.0F8R-4 ผู้ป่วยมีอาการฟื้นตัวดีขึ้น และไม่มีภาวะแทรกซ้อนเพิ่มเติม

.....................................................

K80.0F9: วิตกกังวลเกี่ยวกับการฟื้นฟูหลังผ่าตัดและความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในถุงน้ำดีซ้ำAnxiety related to postoperative recovery and risk of recurrent gallstones

Assessment

  • ผู้ป่วยแสดงอาการวิตกกังวลเกี่ยวกับการฟื้นฟูหลังผ่าตัดและความเสี่ยงที่จะเกิดนิ่วในถุงน้ำดีซ้ำ
  • ผู้ป่วยถามเกี่ยวกับความเสี่ยงในการเกิดนิ่วซ้ำหรือวิธีการป้องกัน
  • ผู้ป่วยมีการแสดงออกทางกาย เช่น เครียด หรือพูดถึงความกังวลเกี่ยวกับผลลัพธ์ของการผ่าตัด
  • มีอาการวิตกกังวลที่อาจส่งผลต่อการนอนหลับและความสามารถในการทำกิจกรรมประจำวัน

Goals

  • ลดระดับความวิตกกังวลของผู้ป่วยเกี่ยวกับการฟื้นฟูหลังผ่าตัด
  • ให้ผู้ป่วยมีความเข้าใจเกี่ยวกับการป้องกันนิ่วในถุงน้ำดีซ้ำและวิธีการดูแลตนเอง
  • ส่งเสริมความมั่นใจในกระบวนการฟื้นฟูหลังการผ่าตัดและลดความวิตกกังวลจากความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
  • สนับสนุนการจัดการกับความวิตกกังวลโดยการพูดคุยและแนะนำแนวทางการดูแลตัวเอง

Evaluate Criteria

  • ผู้ป่วยสามารถแสดงความเข้าใจเกี่ยวกับการดูแลหลังผ่าตัดและการป้องกันนิ่วซ้ำ
  • ระดับความวิตกกังวลของผู้ป่วยลดลงเมื่อได้รับการสนับสนุนและให้ข้อมูลที่ชัดเจน
  • ผู้ป่วยสามารถจัดการกับความวิตกกังวลได้ด้วยวิธีที่เหมาะสม เช่น การหายใจลึกหรือการพูดคุยเกี่ยวกับความกังวล
  • ผู้ป่วยแสดงอาการที่ดีขึ้นในระหว่างการฟื้นฟู

Intervention

  • K80.0F9I-1 ให้ข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับกระบวนการฟื้นฟูหลังผ่าตัดและการป้องกันนิ่วซ้ำ
  • K80.0F9I-2 พูดคุยเกี่ยวกับการจัดการความวิตกกังวล เช่น เทคนิคการผ่อนคลายและการปรับเปลี่ยนความคิดเชิงบวก
  • K80.0F9I-3 ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมการรับประทานอาหาร และการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันนิ่วซ้ำ
  • K80.0F9I-4 สอนการฝึกหายใจลึกและการใช้เทคนิคทางจิตวิทยาเพื่อจัดการกับความวิตกกังวล

Response

  • K80.0F9R-1 ผู้ป่วยแสดงความมั่นใจและสามารถแสดงความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการดูแลตนเองหลังการผ่าตัด
  • K80.0F9R-2 ระดับความวิตกกังวลของผู้ป่วยลดลง โดยสามารถทำกิจกรรมประจำวันได้โดยไม่รู้สึกเครียดมาก
  • K80.0F9R-3 ผู้ป่วยเริ่มใช้วิธีการจัดการกับความวิตกกังวลได้ดีขึ้น เช่น การหายใจลึกหรือการพูดคุยกับบุคลากรทางการแพทย์
  • K80.0F9R-4 ผู้ป่วยสามารถปฏิบัติตามคำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลตัวเองและการป้องกันนิ่วซ้ำได้

......................................................

K80.0F10: วางแผนจำหน่ายหลังผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีDischarge planning after gallstone surgery

Assessment

  • ผู้ป่วยแสดงความพร้อมและความเข้าใจเกี่ยวกับการดูแลตัวเองหลังการผ่าตัด
  • ผู้ป่วยอาจมีคำถามเกี่ยวกับการดูแลตัวเองที่บ้าน เช่น การรับประทานอาหาร การดูแลแผลผ่าตัด
  • ผู้ป่วยสามารถแสดงความรู้เกี่ยวกับการดูแลตัวเอง เช่น การกินยา การหลีกเลี่ยงอาหารบางประเภท
  • ไม่มีภาวะแทรกซ้อนทางกาย เช่น การติดเชื้อแผลหรืออาการปวดที่เพิ่มขึ้น
  • ผู้ป่วยสามารถเดินหรือทำกิจกรรมเบื้องต้นได้ด้วยตนเอง

Goals

  • เตรียมผู้ป่วยให้พร้อมสำหรับการดูแลตัวเองที่บ้านหลังการผ่าตัด
  • ลดความวิตกกังวลของผู้ป่วยเกี่ยวกับการฟื้นฟูและการดูแลตัวเองหลังการผ่าตัด
  • สอนผู้ป่วยและครอบครัวเกี่ยวกับการดูแลแผลผ่าตัดและการปฏิบัติตัวในระยะฟื้นฟู
  • ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อหรือการรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม

Evaluate Criteria

  • ผู้ป่วยสามารถอธิบายวิธีการดูแลแผลและการรับประทานอาหารหลังผ่าตัดได้อย่างถูกต้อง
  • ไม่มีสัญญาณของภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากการดูแลไม่ถูกต้อง เช่น การติดเชื้อแผลหรือการปวดมากขึ้น
  • ผู้ป่วยสามารถปฏิบัติตามคำแนะนำและมีอาการดีขึ้นเมื่อกลับบ้าน
  • ผู้ป่วยสามารถติดต่อกับทีมแพทย์หากมีอาการผิดปกติหรือคำถาม

Intervention

  • K80.0F10I-1 ให้ข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับการดูแลตัวเองที่บ้าน เช่น การรับประทานยา การควบคุมอาหาร และการดูแลแผลผ่าตัด
  • K80.0F10I-2 แนะนำให้ผู้ป่วยหลีกเลี่ยงอาหารที่อาจทำให้เกิดภาวะท้องอืดหรือปวดหลังผ่าตัด
  • K80.0F10I-3 ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสัญญาณที่ต้องการการดูแลทางการแพทย์ เช่น การติดเชื้อแผล หรือภาวะเจ็บปวดที่ไม่หาย
  • K80.0F10I-4 สอนผู้ป่วยและครอบครัวถึงวิธีการสังเกตอาการและขั้นตอนที่ควรทำหากเกิดภาวะแทรกซ้อน

Response

  • K80.0F10R-1 ผู้ป่วยแสดงความเข้าใจและสามารถปฏิบัติตามคำแนะนำได้
  • K80.0F10R-2 ไม่มีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นระหว่างการดูแลที่บ้าน
  • K80.0F10R-3 ผู้ป่วยมีความมั่นใจในการดูแลตัวเองและสามารถกลับไปทำกิจกรรมได้ตามปกติ
  • K80.0F10R-4 ผู้ป่วยรู้สึกมั่นใจในการติดต่อทีมแพทย์หากพบอาการผิดปกติ

………………………………………..


วันศุกร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2567

EP. 19 👉👉ตัวอย่าง :การพยาบาลผู้ป่วยโรคปอดบวม (Pneumonia) : J18

 

 พยาธิสภาพของการพยาบาลผู้ป่วยโรคปอดบวม (Pneumonia)

โรคปอดบวมคือการอักเสบของเนื้อปอด ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส หรือเชื้อรา การติดเชื้อทำให้เกิดการอักเสบในถุงลมปอด ทำให้ถุงลมเต็มไปด้วยหนองและสารคัดหลั่ง ส่งผลให้การแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ลดลง ผู้ป่วยจึงมีอาการหายใจลำบาก ไอ มีไข้ และเจ็บหน้าอก หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม การติดเชื้ออาจลุกลามไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น การติดเชื้อในกระแสเลือด หรือภาวะหายใจล้มเหลว

การรักษาผู้ป่วยโรคปอดบวม (Pneumonia)

การรักษาโรคปอดบวมมุ่งเน้นไปที่การกำจัดเชื้อโรคและบรรเทาอาการ ในกรณีส่วนใหญ่ ผู้ป่วยจะได้รับยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรีย หากสาเหตุเกิดจากไวรัส การรักษาจะเน้นที่การบรรเทาอาการ เช่น การให้ยาลดไข้ ยาแก้ไอ และการพักผ่อนอย่างเพียงพอ นอกจากนี้ การรักษาอาจรวมถึงการให้ออกซิเจนเพื่อช่วยในการหายใจ และการทำกายภาพบำบัดทรวงอกเพื่อช่วยในการขับเสมหะ ในกรณีที่รุนแรง ผู้ป่วยอาจต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเพื่อเฝ้าติดตามอาการอย่างใกล้ชิด

การพยาบาลผู้ป่วยโรคปอดบวม (Pneumonia)

การพยาบาลผู้ป่วยโรคปอดบวมมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการรักษาและฟื้นฟู ผู้ป่วยควรได้รับการดูแลเพื่อให้ได้รับยาตามแผนการรักษาอย่างถูกต้องและครบถ้วน พยาบาลจะติดตามอาการของผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด เช่น อุณหภูมิ ชีพจร การหายใจ และระดับออกซิเจนในเลือด เพื่อประเมินความรุนแรงของโรคและปรับแผนการรักษาตามความเหมาะสม นอกจากนี้ การดูแลทางด้านจิตใจก็มีความสำคัญ ผู้ป่วยอาจรู้สึกกังวลหรือกลัวเนื่องจากอาการป่วย การให้กำลังใจและการสนับสนุนทางอารมณ์จะช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายใจและมีกำลังใจในการต่อสู้กับโรค

การวินิจฉัยการพยาบาลผู้ป่วยโรคปอดบวม (Pneumonia)

  1. J18F1 การแลกเปลี่ยนก๊าซบกพร่อง (Impaired Gas Exchange)
  2. J18F2 การกำจัดเสมหะไม่มีประสิทธิภาพ (Ineffective Airway Clearance)
  3. J18F3 การขาดสารน้ำ/การคายน้ำ (Risk for Deficient Fluid Volume)
  4. J18F4 เสี่ยงต่อการติดเชื้อแทรกซ้อน (Risk for Infection)
  5. J18F5 การรับประทานอาหารและน้ำไม่เพียงพอ (Imbalanced Nutrition: Less Than Body Requirements)
  6. J18F6 ความวิตกกังวล (Anxiety)
  7. J18F7 เสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังจำหน่าย (Risk for Complications)
  8. J18F8 ความรู้ไม่เพียงพอเกี่ยวกับการดูแลตนเอง (Deficient Knowledge)
  9. J18F9 ประสิทธิภาพการดูแลตนเองบกพร่อง (Ineffective Self-Health Management)
  10. J18F10 เสี่ยงต่อการกลับเป็นซ้ำของโรคปอดบวม (Risk for Recurrence)

หมายเหตุ: ตัวเลข F1, I-1, R-1 เป็นเพียงตัวเลขที่กำหนดขึ้นเพื่อให้การจัดลำดับวินิจฉัยการพยาบาลเป็นไปอย่างมีระบบ อาจปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม

.......................................................................

J18F1 การแลกเปลี่ยนก๊าซบกพร่อง (Impaired Gas Exchange)

Assessment (การประเมิน)

  • หายใจไม่สะดวกต้องนั่งหายใจ 
  • การหายใจไม่สม่ำเสมอ         
  • หายใจเข้าลึกกว่าหายใจออก
  • กระสับกระส่าย
  • หายใจเข้ามีเสียงดังปีกจมูกบาน
  • ผิวหนังเริ่มซีด,เย็น
  • ผิวหนังสีเขียวคล้ำ โดยเห็นชัดบริเวณริมฝีปาก เล็บมือเล็บเท้า
  • pH <7.35
  • pO2 < 60 mmHg.
  • pCO2 >45 mmHg.
  • O2 sat <95 %
  • Hb < 12 g%
  • RR > 30 ครั้งต่อนาที
  • พบ Fine Crepitation
  • Chest X-ray ปอดพบ Infiltration
  • ระดับความรู้สึกตัวลดลง

Goals (เป้าหมาย)

  • ค่า SpO₂ ของผู้ป่วยอยู่ในช่วง 92-98% ภายใน 24 ชั่วโมง
  • ผู้ป่วยสามารถหายใจได้สะดวกขึ้นโดยไม่มีอาการหอบเหนื่อยในขณะพัก
  • การฟังปอดไม่พบเสียงผิดปกติ เช่น crackles หรือ wheezing
  • ผู้ป่วยมีความเข้าใจวิธีการเพิ่มประสิทธิภาพการแลกเปลี่ยนก๊าซ เช่น การฝึกหายใจลึก

Evaluate Criteria (เกณฑ์การประเมิน)

  • ค่า SpO₂ ของผู้ป่วยกลับมาในระดับปกติ (≥ 92%)
  • ผู้ป่วยรายงานว่าหายใจได้สะดวกขึ้น และไม่มีอาการหายใจลำบาก
  • ไม่มีสีผิวซีดหรือเขียวคล้ำ
  • ผล X-ray แสดงการลดลงของการอักเสบที่ปอด

Intervention (การปฏิบัติการพยาบาล)

  • J18F1I-1 เฝ้าติดตามระดับความรู้สึกตัว อัตราการหายใจ ค่า SpOและสัญญาณชีพทุก 2-4 ชั่วโมง
  • J18F1I-2 ประเมินอาการ cyanosis สีผิวริมฝีปาก ปลายเล็บ และความลึกของการหายใจ พร้อมฟังเสียงปอดเพื่อ J18F01I03 ตรวจหาเสียงผิดปกติ เช่น crackles หรือ wheezing
  • J18F1I-4 ตรวจ ABG (Arterial Blood Gas) เป็นระยะเพื่อติดตามระดับ PaOและ PaCO
  • J18F1I-5 ประสานงานเพื่อตรวจ Chest X-ray เมื่อเหมาะสม
  • J18F1I-6 จัดท่าผู้ป่วยให้นอนศีรษะสูง 30-45 องศา หรือพลิกตะแคงทุก 2-4 ชั่วโมง
  • J18F1I-7 ดูแลทางเดินหายใจให้โล่ง โดยการดูดเสมหะอย่างเหมาะสม
  • J18F1I-8 ดูแลให้ผู้ป่วยได้รับออกซิเจน High-flow nasal cannula/CPAP ในกรณีที่มีภาวะหายใจล้มเหลว
  • J18F1I-9 ดูแลให้ผู้ป่วยได้รับออกซิเจนทางหน้ากาก 7-15 ลิตร/นาที
  • J18F1I-10 สอนและกระตุ้นให้ผู้ป่วยหายใจลึก (diaphragmatic breathing) และไอขับเสมหะอย่างมีประสิทธิภาพ
  • J18F1I-11 ใช้เครื่อง incentive spirometer หรือ tri-flow เพื่อส่งเสริมการขยายตัวของปอด
  • J18F1I-12 ให้ยาปฏิชีวนะ เช่น amoxicillin หรือ ceftriaxone ตามคำสั่งแพทย์ (กรณีติดเชื้อแบคทีเรีย)
  • J18F1I-13 ให้ corticosteroids หากมีการอักเสบรุนแรง และพ่นยาขยายหลอดลม เช่น salbutamol หรือ ipratropium bromide
  • J18F1I-14 ตรวจสอบตำแหน่งและประสิทธิภาพของท่อช่วยหายใจ รวมถึงปรับ cuff pressure ให้อยู่ในช่วง 25-30 mmHg
  • J18F1I-15 ปรับการตั้งค่าเครื่องช่วยหายใจให้เหมาะสม พร้อมเฝ้าสังเกตอาการขณะฝึกหายใจด้วยเครื่อง (weaning)
  • J18F1I-16 ถอดท่อช่วยหายใจเมื่อผู้ป่วยพร้อม โดยเฝ้าสังเกตอาการหลังถอดอย่างใกล้ชิด และให้ผู้ป่วยลุกนั่งบนเตียงหรือเก้าอี้ทันทีเมื่อพร้อม
  • J18F1I-17 เฝ้าติดตามค่า SpOปลายนิ้วอย่างต่อเนื่อง และกระตุ้นให้ผู้ป่วยเปลี่ยนท่าบ่อย เพื่อป้องกันการคั่งของสารคัดหลั่งในปอด
  • J18F1I-18 สนับสนุนการเคลื่อนไหวเล็กน้อย เช่น การนั่งบนเก้าอี้ เพื่อป้องกันภาวะปอดแฟบ และฟื้นฟูสมรรถภาพการหายใจ

Response (การตอบสนอง)

  • เวลา # .
  • J18F1R-1 การหายใจสะดวก ไม่มีอาการหอบลึกใน
  • J18F1R-2 ผู้ป่วยไม่มีอาการกระสับกระส่าย ไม่พบอาการปีกจมูกบาน
  • J18F1R-3 ผิวหนังไม่ซีดหรือเย็นในระหว่างเวลา # .
  • J18F1R-4 ผิวหนังไม่พบอาการเขียวคล้ำ โดยเฉพาะบริเวณริมฝีปากและเล็บมือเล็บเท้า
  • J18F1R-5 ค่า pH อยู่ในช่วง 7.35 - 7.45
  • J18F1R-6 ค่า pO2 อยู่ในช่วง 60-100 mmHg
  • J18F1R-7 ค่า pCO2 อยู่ในช่วง 35-45 mmHg
  • J18F1R-8 ค่า O2 saturation มากกว่า 95%
  • J18F1R-9 ค่า Hb มากกว่า 12 g%
  • J18F1R-10 อัตราการหายใจ (RR) อยู่ในช่วง 12-30 ครั้งต่อนาที
  • J18F1R-11 ไม่พบเสียง Fine Crepitation
  • J18F1R-12 ผลการตรวจ X-ray ปอดไม่พบอาการ Infiltration
  • J18F1R-13ระดับความรู้สึกตัวของผู้ป่วยอยู่ในสภาวะปกติ

……………………………….

J18F2 การกำจัดเสมหะไม่มีประสิทธิภาพ (Ineffective Airway Clearance)

Assessment (การประเมิน)

  • ผู้ป่วยไอไม่สามารถขับเสมหะออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีความรู้สึกหายใจไม่สะดวกหรืออึดอัด
  • มีเสียงปอดผิดปกติ เช่น crackles, wheezing หรือ rhonchi บ่งชี้การคั่งของเสมหะ
  • สัญญาณชีพผิดปกติ เช่น อัตราการหายใจเกิน 30 ครั้ง/นาที และ SpOต่ำกว่า 92%
  • เสมหะหนาเหนียวหรือมีปริมาณมาก พร้อมการกระตุ้นหรือบวมของปีกจมูก
  • การหายใจหอบ และการตรวจ CXR พบความผิดปกติ
  • การเปลี่ยนแปลงของระดับความรู้สึกตัว (GCS) และอาการเช่น เหงื่อแตก, ใจสั่น, หน้าแดง, ปากบวม
  • หายใจหอบ = # ครั้ง/นาที

Goals (เป้าหมาย)

  • ผู้ป่วยจะสามารถขับเสมหะออกจากทางเดินหายใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่มีอาการหายใจลำบากภายใน 24-48 ชั่วโมง
  • ค่า SpO₂ ของผู้ป่วยจะคงอยู่ในช่วงที่เหมาะสม (≥ 92%) ภายใน 24 ชั่วโมง
  • เสมหะจะมีลักษณะที่สามารถขับออกได้ดีขึ้น (ไม่เหนียวหรือปริมาณลดลง) ภายใน 48 ชั่วโมง
  • การหายใจของผู้ป่วยจะคงอยู่ในเกณฑ์ปกติ (อัตราการหายใจ30 ครั้ง/นาที) ภายใน 48 ชั่วโมง
  • ผู้ป่วยจะสามารถใช้เทคนิคการหายใจและการไอขับเสมหะอย่างมีประสิทธิภาพ

Evaluate Criteria (เกณฑ์การประเมิน)

  • SpO₂ ≥ 92% และไม่มีอาการหายใจลำบาก
  • ไม่มีเสียงผิดปกติที่พบจากการฟังปอด
  • เสมหะมีลักษณะที่สามารถขับออกได้ดีขึ้น (ไม่เหนียวหรือปริมาณลดลง)
  • อัตราการหายใจกลับสู่เกณฑ์ปกติ (≤ 30 ครั้ง/นาที)
  • ผู้ป่วยสามารถหายใจลึกหรือไอขับเสมหะได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ค่า pH, pCO₂ และ pO₂ ในช่วงปกติ

Intervention (การปฏิบัติการพยาบาล)

  • J18F2I-1 ประเมินสัญญาณชีพทุก 2 ชั่วโมง และบันทึกการตอบสนองของผู้ป่วยต่อการรักษา
  • J18F2I-2 ประเมินการหายใจ สีผิว ระดับความรู้สึกตัว
  • J18F2I-3 Monitor O₂ saturation และรักษาระดับให้ > 95%
  • J18F2I-4 สนับสนุนให้ผู้ป่วยนอนในท่าศีรษะสูง (Fowler's position) 30-45 องศา หรือพลิกตัวทุก 2-4 ชั่วโมง
  • J18F2I-5 ดูดเสมหะทางเดินหายใจให้โล่งทุก 2 ชั่วโมง และทุกครั้งที่มีเสมหะ
  • J18F2I-6 สังเกตลักษณะเสมหะ (สี, ความเหนียว, ปริมาณ) และอาการที่เกี่ยวข้อง
  • J18F2I-7 ใช้ incentive spirometer หรือ tri-flow เพื่อกระตุ้นการขยายตัวของปอด
  • J18F2I-8 สอนและกระตุ้นให้ผู้ป่วยใช้เทคนิค diaphragmatic breathing และ pursed-lip breathing เพื่อช่วยขับเสมหะ
  • J18F2I-9 สอนการไอที่มีประสิทธิภาพเพื่อขับเสมหะออกจากทางเดินหายใจ
  • J18F2I-10 ใช้ยาขยายหลอดลม เช่น salbutamol หรือ ipratropium bromide เพื่อลดการหดตัวของหลอดลม
  • J18F2I-11 ให้การบำบัดด้วยออกซิเจนทาง nasal cannula หรือ face mask เพื่อรักษาระดับ SpO₂ ให้คงที่
  • J18F2I-12 พิจารณา high-flow nasal cannula หรือ CPAP หากผู้ป่วยมีภาวะหายใจล้มเหลว
  • J18F2I-13 ส่งตรวจ Chest X-ray หรือ ABG หากมีความผิดปกติทางการหายใจที่ยังไม่สามารถจัดการได้
  • J18F2I-14 ติดตามผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น ABG และ Chest X-ray
  • J18F2I-15 รายงานแพทย์เมื่อพบอาการผิดปกติหรือการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ

Response (การตอบสนอง)

  • เวลา # .
  • J18F2R-1ผู้ป่วยสามารถขับเสมหะออกจากทางเดินหายใจได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่มีอาการหายใจลำบาก
  • J18F2R-2 ค่า SpO₂ กลับมาสู่เกณฑ์ปกติ (≥ 92%) และไม่มีอาการหายใจเร็วหรือหายใจลำบาก
  • J18F2R-3 เสมหะลดปริมาณลงและมีความเหนียวลดลง
  • J18F2R-4 อัตราการหายใจอยู่ในเกณฑ์ปกติ (< 30 ครั้ง/นาที)
  • J18F2R-5 ผู้ป่วยแสดงความสามารถในการหายใจลึกและไอขับเสมหะได้อย่างมีประสิทธิภาพ

…………………………..

J18F3 การขาดสารน้ำ/การคายน้ำ (Risk for Deficient Fluid Volume)

Assessment (การประเมิน)

  • สังเกตอาการและอาการแสดงของการขาดน้ำ เช่น กระหายน้ำ, ผิวหนังแห้ง, ปากแห้ง, ปัสสาวะลดลง หรือสีปัสสาวะเข้ม
  • วัดสัญญาณชีพ เช่น อัตราการเต้นของหัวใจที่สูงขึ้น, ความดันโลหิตต่ำ หรือภาวะหายใจเร็ว
  • ประเมินน้ำหนักตัวทุกวัน เพื่อติดตามการขาดน้ำ
  • ตรวจสอบผลการตรวจห้องปฏิบัติการ เช่น ความเข้มข้นของเลือด (hematocrit, BUN) หรือระดับอิเล็กโทรไลต์ที่ผิดปกติ
  • ตรวจสัญญาณการขาดน้ำจากระบบการหายใจ เช่น การหายใจเร็วหรือหายใจตื้น
  • สังเกตการตอบสนองของผู้ป่วยต่อการให้น้ำหรือสารน้ำ

Goals (เป้าหมาย)

  • รักษาสมดุลของสารน้ำในร่างกายให้คงที่
  • ลดหรือป้องกันอาการแห้งกร้านของผิวหนังและปาก
  • ป้องกันภาวะความดันโลหิตต่ำและการหายใจเร็วจากการขาดน้ำ
  • ป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการขาดน้ำที่มีผลต่อการทำงานของอวัยวะ

Evaluate Criteria (เกณฑ์การประเมิน)

  • สัญญาณชีพ เช่น ความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจที่คงที่
  • ปัสสาวะออกปกติ (ปริมาณและสี) และไม่มีอาการของการขาดน้ำ
  • น้ำหนักตัวคงที่หรือเพิ่มขึ้นตามที่คาด
  • ความชุ่มชื้นของผิวหนังและเยื่อบุปากดีขึ้น
  • ผลตรวจห้องปฏิบัติการที่เป็นปกติ (เช่น ความเข้มข้นของเลือดลดลง)

Intervention (การปฏิบัติการพยาบาล)

  • J18F3I-1 ประเมินปริมาณการบริโภคและการสูญเสียของเหลวทุกวัน
  • J18F3I-2 ให้ของเหลวทางปากหรือทางหลอดเลือดดำตามความจำเป็นเพื่อชดเชยการขาดน้ำ
  • J18F3I-3 สนับสนุนให้ผู้ป่วยดื่มน้ำบ่อย และให้คำแนะนำเกี่ยวกับการดื่มน้ำ
  • J18F3I-4 สังเกตการเปลี่ยนแปลงของปริมาณปัสสาวะและสีของปัสสาวะทุกวัน
  • J18F3I-5 ให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ (IV fluids) ตามคำสั่งแพทย์หากผู้ป่วยมีภาวะขาดน้ำที่รุนแรง
  • J18F3I-6 ตรวจสอบระดับอิเล็กโทรไลต์และให้การทดแทนหากจำเป็น
  • J18F3I-7 ให้สารละลายเกลือและน้ำตาล (oral rehydration solution) หากผู้ป่วยสามารถรับประทานได้
  • J18F3I-8 ควบคุมและจัดการสภาวะที่อาจเป็นสาเหตุของการขาดน้ำ เช่น การอาเจียน, ท้องเสีย หรือการมีไข้สูง

Response (การตอบสนอง)

  • เวลา # .
  • J18F3R-1 อาการของการขาดน้ำ เช่น กระหายน้ำ, ปากแห้ง, และผิวหนังแห้งดีขึ้น
  • J18F3R-2 การไหลของปัสสาวะกลับคืนเป็นปกติและสีปัสสาวะอ่อนลง
  • J18F3R-3 น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นตามความเหมาะสม
  • J18F3R-4 สัญญาณชีพเช่น ความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจกลับสู่ภาวะปกติ
  • J18F3R-5 ผลตรวจห้องปฏิบัติการแสดงระดับของอิเล็กโทรไลต์ที่สมดุล
  • J18F3R-6 ผู้ป่วยมีพลังงานดีขึ้นและสามารถดำเนินกิจกรรมประจำวันได้อย่างปกติ

……………………………..

J18F4 เสี่ยงต่อการติดเชื้อแทรกซ้อน (Risk for Infection)

Assessment (การประเมิน)

  • สังเกตสัญญาณและอาการของการติดเชื้อ เช่น ไข้สูง, การเปลี่ยนแปลงในอุณหภูมิร่างกาย, การมีหนองหรือสารคัดหลั่งที่ไม่ปกติ
  • ตรวจสอบประวัติการรักษา เช่น การใช้ยาปฏิชีวนะ, การผ่าตัด หรือการใช้อุปกรณ์ช่วยหายใจ
  • ประเมินสถานะของระบบภูมิคุ้มกัน เช่น ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวที่ส่งผลต่อภูมิคุ้มกัน (เช่น เบาหวาน, HIV)
  • ตรวจสอบการเจาะหรือการใส่สายสวนที่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ (เช่น catheter, IV line)
  • ประเมินอาการทางเดินหายใจ เช่น เสมหะที่มีสีผิดปกติ, การหายใจลำบาก, หรือเสียงผิดปกติที่เกิดจากการติดเชื้อ
  • สังเกตการตอบสนองของผู้ป่วยต่อยาปฏิชีวนะหรือการรักษา

Goals (เป้าหมาย)

  • ป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการรักษา
  • รักษาสถานะภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยให้แข็งแรง
  • ลดการแพร่กระจายของเชื้อหรือการติดเชื้อใหม่
  • สนับสนุนการฟื้นตัวจากการติดเชื้อแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
  • ติดตามอาการการติดเชื้อและให้การรักษาที่เหมาะสมตามสถานการณ์

Evaluate Criteria (เกณฑ์การประเมิน)

  • อาการไข้ลดลงหรือหายไป, ไม่มีอาการบวมและการติดเชื้อที่เห็นได้ชัด
  • ปริมาณและลักษณะของสารคัดหลั่ง (เช่น เสมหะ) กลับสู่ภาวะปกติ หรือไม่มีการเพิ่มขึ้น
  • ไม่มีการติดเชื้อจากแหล่งภายนอก (เช่น อุปกรณ์ทางการแพทย์)
  • ผลการตรวจห้องปฏิบัติการแสดงค่า WBC, CRP และอุณหภูมิร่างกายอยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • ความดันโลหิต, อัตราการเต้นของหัวใจ, และการหายใจอยู่ในภาวะปกติ
  • การฟื้นฟูจากการติดเชื้อและการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ

Intervention (การปฏิบัติการพยาบาล)

  • J18F4I-1 สังเกตและบันทึกอาการของการติดเชื้อ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงในสัญญาณชีพ
  • J18F4I-2 ให้การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะตามคำสั่งแพทย์และติดตามการตอบสนองของผู้ป่วย
  • J18F4I-3 ประเมินความเสี่ยงของการติดเชื้อในระหว่างการรักษา (เช่น การใช้สายสวน, การใส่ท่อช่วยหายใจ) และปรับปรุงการป้องกัน
  • J18F4I-4 ตรวจวัดและบันทึกสัญญาณชีพ (อุณหภูมิ, ความดันโลหิต, อัตราการเต้นของหัวใจ) ทุก 2-4 ชั่วโมง
  • J18F4I-5 จัดให้มีการรักษาความสะอาดในพื้นที่ที่มีการติดเชื้อเช่น เปลี่ยนผ้าปูที่นอน,การทำความสะอาดบาดแผล, หรือการเปลี่ยนสายสวน
  • J18F4I-6 ใช้เทคนิคการป้องกันการติดเชื้อที่เหมาะสม (เช่น การใช้มือสะอาด, การใช้อุปกรณ์ส่วนบุคคล) และการปฏิบัติตามแนวทางการควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาล
  • J18F4I-7 ส่งตัวอย่างการเพาะเชื้อและตรวจหาการติดเชื้อที่เป็นสาเหตุหากมีการเปลี่ยนแปลงทางคลินิกที่น่าสงสัย
  • J18F4I-8 ส่งการตรวจห้องปฏิบัติการ เช่น CBC, CRP, procalcitonin เพื่อตรวจสอบสัญญาณของการติดเชื้อ
  • J18F4I-9 ให้การสนับสนุนทางจิตใจและสอนผู้ป่วยเกี่ยวกับวิธีการป้องกันการติดเชื้อและการดูแลตัวเอง

Response (การตอบสนอง)

  • เวลา # .
  • J18F4R-1 ไม่มีอาการของการติดเชื้อ เช่น ไข้, บวม หรือหนอง
  • J18F4R-2 สัญญาณชีพอยู่ในภาวะปกติ (เช่น อุณหภูมิร่างกาย, ความดันโลหิต, อัตราการเต้นของหัวใจ)
  • J18F4R-3 การติดเชื้อที่ตรวจพบมีการควบคุมและไม่กระจายไปยังส่วนอื่น
  • J18F4R-4 ผลการตรวจห้องปฏิบัติการแสดงผลเป็นปกติ (เช่น WBC, CRP) หรือค่ากลับสู่ภาวะปกติ
  • J18F4R-5 ผู้ป่วยมีความรู้เกี่ยวกับการป้องกันการติดเชื้อและสามารถปฏิบัติตามคำแนะนำเพื่อการดูแลตนเองได้
  • J18F4R-6 การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะมีประสิทธิภาพและอาการของการติดเชื้อทุเลาลง

……………………………….

J18F5 การรับประทานอาหารและน้ำไม่เพียงพอ (Imbalanced Nutrition: Less Than Body Requirements)

Assessment (การประเมิน)

  • สังเกตการรับประทานอาหารและน้ำของผู้ป่วย เช่น ปริมาณอาหารที่รับประทานได้, ความอยากอาหาร, การกลืนอาหาร
  • ตรวจสอบการลดลงของน้ำหนักตัว (ลดลงมากกว่า 5% ใน 1 เดือนหรือ 10% ใน 6 เดือน)
  • ประเมินสัญญาณของการขาดสารอาหาร เช่น ผิวหนังแห้ง, ขาดพลังงาน, อ่อนเพลีย, ผมร่วง
  • ประเมินความสามารถในการย่อยและดูดซึมสารอาหาร เช่น ภาวะการย่อยอาหารบกพร่องหรือภาวะลำไส้หยุดชะงัก
  • สังเกตอาการของภาวะขาดน้ำ เช่น ปากแห้ง, ผิวหนังยืดหยุ่นน้อย, อัตราการหายใจเร็ว, ความดันโลหิตต่ำ
  • ประเมินการดูดซึมสารอาหารจากการตรวจห้องปฏิบัติการ เช่น โปรตีนในเลือด, ระดับวิตามินและแร่ธาตุในเลือด

Goals (เป้าหมาย)

  • ให้ผู้ป่วยได้รับสารอาหารและน้ำที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน
  • ป้องกันภาวะขาดน้ำหรือภาวะขาดสารอาหารที่อาจส่งผลต่อการฟื้นตัว
  • ส่งเสริมการดูแลการรับประทานอาหารและน้ำเพื่อเพิ่มความแข็งแรงและพลังงานให้กับร่างกาย
  • ฟื้นฟูน้ำหนักตัวให้กลับสู่ภาวะปกติภายในระยะเวลาที่กำหนด
  • สร้างแรงจูงใจให้ผู้ป่วยมีความสนใจในการรับประทานอาหารและดื่มน้ำ

Evaluate Criteria (เกณฑ์การประเมิน)

  • การรับประทานอาหารและน้ำเพิ่มขึ้นตามความต้องการของร่างกาย
  • น้ำหนักตัวกลับคืนสู่ระดับปกติหรือเพิ่มขึ้นตามแผนการรักษา
  • สัญญาณชีพอยู่ในระดับปกติ และไม่มีอาการของภาวะขาดน้ำหรือขาดสารอาหาร
  • การดูดซึมสารอาหารดีขึ้นจากผลการตรวจห้องปฏิบัติการ เช่น ระดับโปรตีน, วิตามิน, แร่ธาตุในเลือด
  • ความรู้สึกของผู้ป่วยเกี่ยวกับการรับประทานอาหารและน้ำดีขึ้น เช่น ไม่มีอาการเบื่ออาหารหรืออ่อนเพลีย

Intervention (การปฏิบัติการพยาบาล)

  • J18F5I-1 ประเมินและบันทึกการรับประทานอาหารและน้ำของผู้ป่วยทุกวัน รวมถึงประเภทและปริมาณที่รับประทาน
  • J18F5I-2 ส่งเสริมการรับประทานอาหารในปริมาณน้อยๆ แต่บ่อยครั้งเพื่อให้ผู้ป่วยสามารถรับประทานได้มากขึ้น
  • J18F5I-3 จัดเตรียมอาหารที่เหมาะสมกับความต้องการทางโภชนาการของผู้ป่วย เช่น อาหารที่มีโปรตีนสูง, วิตามิน และแร่ธาตุ
  • J18F5I-4 สนับสนุนการดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย (ประมาณ 1.5-2 ลิตร/วัน ขึ้นอยู่กับสภาพของผู้ป่วย)
  • J18F5I-5 ใช้โภชนาการเสริม (เช่น สารอาหารทางการแพทย์) ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถรับประทานอาหารได้เพียงพอ
  • J18F5I-6 สอนเทคนิคการรับประทานอาหารให้มีประสิทธิภาพ เช่น การกินช้าๆ และการเคี้ยวให้ละเอียด
  • J18F5I-7 พิจารณาการให้โภชนาการทางหลอดเลือด (parenteral nutrition) หรือทางการป้อนอาหารทางสาย (enteral nutrition) หากผู้ป่วยไม่สามารถรับประทานได้
  • J18F5I-8 ประเมินสัญญาณของภาวะขาดน้ำหรือขาดสารอาหาร และให้การรักษาที่เหมาะสม เช่น การให้สารน้ำทางหลอดเลือด
  • J18F5I-9 ติดตามผลการตรวจห้องปฏิบัติการ เช่น การทดสอบระดับโปรตีนและวิตามิน รวมถึงปรับการรักษาตามความจำเป็น
  • J18F5I-10 สนับสนุนการจัดการกับภาวะคลื่นไส้หรือปัญหาการกลืนอาหารด้วยการใช้ยาหรือการให้คำแนะนำ

Response (การตอบสนอง)

  • เวลา # .
  • J18F5R-1 ผู้ป่วยสามารถรับประทานอาหารและน้ำได้ตามที่กำหนด
  • J18F5R-2 น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นตามแผนการรักษา
  • J18F5R-3 สัญญาณชีพอยู่ในภาวะปกติ และไม่มีอาการขาดน้ำหรือขาดสารอาหาร
  • J18F5R-4 การดูดซึมสารอาหารดีขึ้นตามผลการตรวจห้องปฏิบัติการ
  • J18F5R-5 ผู้ป่วยมีความกระตือรือร้นในการรับประทานอาหารและดื่มน้ำ
  • J18F5R-6 ผู้ป่วยแสดงอาการฟื้นตัวจากภาวะขาดสารอาหารหรือภาวะขาดน้ำ

………………………………………

J18F6 ความวิตกกังวล (Anxiety)

Assessment (การประเมิน)

  • สังเกตอาการทางกายภาพที่เกี่ยวข้องกับความวิตกกังวล เช่น เหงื่อออกมาก, หายใจถี่, หัวใจเต้นเร็ว, ปากแห้ง, กล้ามเนื้อเกร็ง
  • ประเมินพฤติกรรมที่บ่งชี้ถึงความวิตกกังวล เช่น การขยับตัวหรือกระวนกระวาย, การพูดตัดคำ, หรือการถามคำถามซ้ำๆ
  • สังเกตการตอบสนองของผู้ป่วยต่อการรักษา เช่น ความร่วมมือในการหายใจหรือรับการรักษา
  • ประเมินระดับความวิตกกังวลโดยใช้เครื่องมือวัด เช่น แบบสอบถามระดับความวิตกกังวล (เช่น GAD-7)
  • ประเมินความเข้าใจและความรู้ของผู้ป่วยเกี่ยวกับโรคปอดบวมและการรักษา
  • สังเกตการตอบสนองของผู้ป่วยต่อการขาดออกซิเจนหรือการหายใจลำบาก เช่น การแสดงความวิตกกังวลเพิ่มขึ้น
  • ประเมินความรู้สึกของผู้ป่วยเกี่ยวกับอาการที่เกิดขึ้นและผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน

Goals (เป้าหมาย)

  • ลดระดับความวิตกกังวลของผู้ป่วยให้มีความสงบและผ่อนคลายมากขึ้น
  • ส่งเสริมการมีส่วนร่วมในกระบวนการรักษาและการดูแลสุขภาพ
  • เพิ่มความเข้าใจของผู้ป่วยเกี่ยวกับโรคปอดบวมและวิธีการจัดการกับอาการ
  • ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถรับมือกับอาการหายใจลำบากและความรู้สึกวิตกกังวลอย่างมีประสิทธิภาพ
  • กระตุ้นให้ผู้ป่วยมีทัศนคติที่ดีต่อการรักษาและฟื้นฟูสุขภาพ
  • ลดความวิตกกังวลที่เกี่ยวข้องกับการรักษาและการพักฟื้น

Evaluate Criteria (เกณฑ์การประเมิน)

  • ระดับความวิตกกังวลของผู้ป่วยลดลงจากการประเมินโดยใช้เครื่องมือวัด
  • ผู้ป่วยสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยความสงบและลดการแสดงออกทางกายภาพของความวิตกกังวล
  • ผู้ป่วยมีความร่วมมือในการหายใจและการรักษาอย่างเต็มที่
  • การแสดงความเข้าใจของผู้ป่วยเกี่ยวกับโรคและการรักษาดีขึ้น
  • สัญญาณทางกายภาพที่เกี่ยวข้องกับความวิตกกังวล เช่น อัตราการหายใจ, การเต้นของหัวใจ, และความดันโลหิตอยู่ในภาวะปกติ
  • ผู้ป่วยสามารถใช้เทคนิคการผ่อนคลายและหายใจเพื่อลดความวิตกกังวลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Intervention (การปฏิบัติการพยาบาล)

  • J18F6I-1 สอนและฝึกเทคนิคการหายใจที่ช่วยผ่อนคลาย เช่น การหายใจลึก (diaphragmatic breathing), การหายใจช้าๆ
  • J18F6I-2 สอนเทคนิคการผ่อนคลาย เช่น การทำสมาธิ (mindfulness), การผ่อนคลายกล้ามเนื้อ (progressive muscle relaxation)
  • J18F6I-3 อธิบายข้อมูลเกี่ยวกับโรคปอดบวมและกระบวนการรักษา เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าใจและลดความกังวล
  • J18F6I-4 ส่งเสริมการสื่อสารระหว่างผู้ป่วยและทีมแพทย์เพื่อให้ผู้ป่วยรู้สึกว่ามีการดูแลและได้รับข้อมูลที่ชัดเจน
  • J18F6I-5 ใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์ เช่น ยากล่อมประสาท (anxiolytics) หรือยาระงับความเครียด
  • J18F6I-6 กระตุ้นให้ผู้ป่วยทำกิจกรรมที่ช่วยลดความวิตกกังวล เช่น การฟังเพลง, การอ่านหนังสือ หรือการทำกิจกรรมที่ชอบ
  • J18F6I-7 ตรวจสอบและดูแลระดับออกซิเจนในผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด โดยการให้การบำบัดออกซิเจนที่เหมาะสม
  • J18F6I-8 สนับสนุนให้ผู้ป่วยมีการพักผ่อนอย่างเพียงพอและในสภาพแวดล้อมที่ผ่อนคลาย
  • J18F6I-9 สนับสนุนผู้ป่วยในการพูดคุยเกี่ยวกับความรู้สึกของตัวเองและช่วยในการจัดการกับความวิตกกังวล

Response (การตอบสนอง)

  • เวลา # .
  • J18F6R-1 ระดับความวิตกกังวลของผู้ป่วยลดลงและมีความสงบขึ้น
  • J18F6R-2 ผู้ป่วยสามารถใช้เทคนิคการผ่อนคลายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • J18F6R-3 ผู้ป่วยแสดงความเข้าใจในโรคและการรักษามากขึ้น
  • J18F6R-4 สัญญาณทางกายภาพของความวิตกกังวล เช่น อัตราการหายใจและการเต้นของหัวใจลดลง
  • J18F6R-5 ผู้ป่วยมีความร่วมมือในการหายใจและการรักษาอย่างเต็มที่
  • J18F6R-6 ผู้ป่วยสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้โดยไม่รู้สึกวิตกกังวลมากเกินไป
  • J18F6R-7 ผู้ป่วยแสดงการฟื้นตัวทางอารมณ์ที่ดีขึ้นจากการจัดการความวิตกกังวล
  • J18F6R-8 ความรู้สึกวิตกกังวลในระยะยาวลดลงหลังการดูแลที่เหมาะ

……………………………..

J18F7 เสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังจำหน่าย (Risk for Complications)

Assessment (การประเมิน)

  • ประเมินสัญญาณชีพของผู้ป่วย เช่น อัตราการหายใจ, อัตราการเต้นของหัวใจ, ความดันโลหิต, และอุณหภูมิร่างกาย เพื่อสังเกตภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
  • สังเกตการทำงานของปอด เช่น อาการหายใจถี่, ไอ, เสมหะที่มีลักษณะผิดปกติ (หนาหรือมีเลือดปน)
  • ตรวจสอบระดับ SpO₂ อย่างสม่ำเสมอเพื่อติดตามการหายใจและการรับออกซิเจน
  • ประเมินระดับความรู้สึกตัวของผู้ป่วย (GCS) และอาการทางประสาท
  • สังเกตอาการข้างเคียงจากการใช้ยา เช่น อาการแพ้, ปฏิกิริยาต่อยา
  • ประเมินความเสี่ยงจากการติดเชื้อแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ, การติดเชื้อที่แผลผ่าตัด หรือการติดเชื้อในกระแสเลือด
  • สังเกตอาการของภาวะแทรกซ้อนหลังการรักษา เช่น การบวม, การคลาดเคลื่อนของระดับน้ำตาลในเลือด, หรือการติดเชื้อที่ปอด
  • ตรวจสอบผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น ค่า ABG, CXR, CBC, และการทดสอบอื่นๆ เพื่อประเมินความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน

Goals (เป้าหมาย)

  • ลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนหลังการจำหน่าย
  • เพิ่มการฟื้นตัวที่ดีขึ้นจากโรคปอดบวม โดยลดอัตราการติดเชื้อแทรกซ้อน
  • ส่งเสริมการรักษาและการดูแลที่เหมาะสมหลังการจำหน่าย
  • ส่งเสริมให้ผู้ป่วยมีสุขภาพที่แข็งแรงขึ้นและป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนระยะยาว
  • กระตุ้นให้ผู้ป่วยรับการดูแลต่อเนื่องจากทีมสุขภาพหลังการจำหน่าย
  • ลดการเกิดภาวะการหายใจล้มเหลวหรือภาวะที่เกี่ยวข้องกับโรคปอดบวมในระยะยาว

Evaluate Criteria (เกณฑ์การประเมิน)

  • ผู้ป่วยไม่พบอาการของภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อหรือภาวะหายใจล้มเหลว
  • ไม่มีการเพิ่มขึ้นของสัญญาณชีพที่บ่งชี้ถึงความผิดปกติ
  • ระดับออกซิเจน (SpO₂) คงที่และอยู่ในระดับที่ปลอดภัย (มากกว่า 94%)
  • ผู้ป่วยฟื้นตัวจากโรคปอดบวมได้ดี โดยไม่มีอาการแทรกซ้อนหลังจำหน่าย
  • ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น ABG, CBC, และ CXR เป็นปกติหรือแสดงให้เห็นการฟื้นตัวที่ดี
  • ผู้ป่วยสามารถดูแลตัวเองได้หลังการจำหน่ายและได้รับคำแนะนำในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนในอนาคต
  • ผู้ป่วยไม่พบอาการของภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยาหรือการรักษา

Intervention (การปฏิบัติการพยาบาล)

  • J18F7I-1 สอนผู้ป่วยเกี่ยวกับการดูแลตัวเองหลังการจำหน่าย เช่น การติดตามการใช้ยา, การหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้โรคปอดบวมกลับมา
  • J18F7I-2 ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการทำกิจกรรมทางกายเพื่อเพิ่มการหายใจและป้องกันภาวะปอดแฟบ (เช่น การหายใจลึกและการเคลื่อนไหว)
  • J18F7I-3 ส่งเสริมให้ผู้ป่วยดูแลการปฏิบัติตามคำแนะนำเกี่ยวกับการรับประทานอาหารและน้ำ
  • J18F7I-4 ส่งเสริมให้ผู้ป่วยได้รับการติดตามจากแพทย์หรือการดูแลสุขภาพอื่นๆ อย่างสม่ำเสมอหลังการจำหน่าย
  • J18F7I-5 สอนวิธีการสังเกตอาการผิดปกติที่อาจบ่งชี้ถึงภาวะแทรกซ้อน เช่น การหายใจที่ผิดปกติ, ปวดที่หน้าอก, ไข้สูง
  • J18F7I-6 จัดให้มีการตรวจสอบภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น เช่น การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ, ปอดอักเสบ, การบาดเจ็บจากการเคลื่อนไหวที่ไม่ถูกต้อง
  • J18F7I-7 ให้การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะหรือยาตามที่แพทย์สั่งเพื่อป้องกันการติดเชื้อ
  • J18F7I-8 แนะนำการใช้เครื่องมือช่วยหายใจหรือออกซิเจนหากจำเป็นหลังการจำหน่าย
  • J18F7I-9 ส่งเสริมให้ผู้ป่วยเข้ารับการฟื้นฟูสุขภาพอย่างครบวงจรหลังจำหน่าย

Response (การตอบสนอง)

  • เวลา # .
  • J18F7R-1 ผู้ป่วยไม่มีภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นหลังการจำหน่าย
  • J18F7R-2 สัญญาณชีพของผู้ป่วยคงที่และอยู่ในช่วงปกติ
  • J18F7R-3 ผลการตรวจสุขภาพหลังจำหน่ายเป็นปกติ หรือแสดงถึงการฟื้นตัวที่ดี
  • J18F7R-4 ระดับออกซิเจนในเลือดคงที่ (SpO₂ > 94%)
  • J18F7R-5 ผู้ป่วยสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้ตามปกติหลังจากฟื้นตัวจากโรคปอดบวม
  • J18F7R-6 ผู้ป่วยสามารถปฏิบัติตามคำแนะนำในการดูแลตัวเองได้อย่างเต็มที่
  • J18F7R-7 ผู้ป่วยไม่พบการเกิดภาวะแทรกซ้อนเพิ่มเติม เช่น การติดเชื้อหรือการหายใจล้มเหลว
  • J18F7R-8 ผู้ป่วยแสดงท่าทีที่มีสุขภาพดีและไม่ประสบปัญหาจากภาวะแทรกซ้อนหลังจำหน่าย

..................................

J18F8 ความรู้ไม่เพียงพอเกี่ยวกับการดูแลตนเอง (Deficient Knowledge)

Assessment (การประเมิน)

  • ประเมินระดับความเข้าใจของผู้ป่วยเกี่ยวกับโรคปอดบวมและการดูแลตัวเองหลังการรักษา
  • สังเกตการตอบสนองของผู้ป่วยต่อคำแนะนำจากทีมสุขภาพ เช่น ความเข้าใจในการใช้ยา, การปฏิบัติตามคำแนะนำเกี่ยวกับอาหาร, การเคลื่อนไหว, และการดูแลสุขภาพในระยะยาว
  • ประเมินการสอบถามและการตอบคำถามของผู้ป่วยเกี่ยวกับการป้องกันการกลับมาของโรค
  • สังเกตท่าทางหรืออาการของผู้ป่วยที่แสดงถึงความวิตกกังวลหรือความสับสนในการดูแลตัวเอง
  • ประเมินการรับรู้ของผู้ป่วยเกี่ยวกับสัญญาณของภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากโรคปอดบวม เช่น การหายใจไม่สะดวก, ไอที่มีเสมหะมาก, หรือมีไข้สูง
  • ตรวจสอบระดับความรู้เกี่ยวกับการใช้เครื่องช่วยหายใจ, การใช้ยาปฏิชีวนะ, การทำกายภาพบำบัดทางปอด, และการสังเกตสุขภาพทั่วไป

Goals (เป้าหมาย)

  • ผู้ป่วยสามารถเข้าใจและปฏิบัติตามคำแนะนำในการดูแลตนเองได้อย่างถูกต้อง
  • ลดความวิตกกังวลของผู้ป่วยเกี่ยวกับโรคปอดบวมและการฟื้นตัว
  • ส่งเสริมให้ผู้ป่วยสามารถรับรู้และตรวจพบภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที
  • ผู้ป่วยสามารถใช้ยาหรืออุปกรณ์ต่างๆ เพื่อการดูแลตัวเองอย่างเหมาะสม
  • ผู้ป่วยมีความรู้เกี่ยวกับการป้องกันการกลับมาของโรคปอดบวมและสามารถดูแลตนเองในระยะยาว
  • ผู้ป่วยสามารถรับการดูแลตนเองและการสนับสนุนจากครอบครัวหรือผู้ดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Evaluate Criteria (เกณฑ์การประเมิน)

  • ผู้ป่วยสามารถอธิบายได้ถึงวิธีการดูแลตัวเอง เช่น การใช้ยา, การทำกายภาพบำบัด, การดูแลโภชนาการ, และการป้องกันการกลับมาของโรค
  • ผู้ป่วยสามารถจำคำแนะนำในการดูแลตนเองได้และสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง
  • ผู้ป่วยสามารถรับรู้สัญญาณของภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นและสามารถติดต่อทีมสุขภาพได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุการณ์ผิดปกติ
  • ผู้ป่วยสามารถจัดการกับความวิตกกังวลเกี่ยวกับโรคและการรักษาได้
  • ผู้ป่วยแสดงความเข้าใจเกี่ยวกับการฟื้นตัวจากโรคปอดบวมและสามารถปรับตัวได้ตามคำแนะนำ
  • ความเข้าใจของผู้ป่วยเกี่ยวกับโรคปอดบวมและการดูแลตนเองสามารถปรับปรุงได้จากการให้ข้อมูล

Intervention (การปฏิบัติการพยาบาล)

  • J18F8I-1 สอนผู้ป่วยและครอบครัวเกี่ยวกับโรคปอดบวม, การใช้ยา, การทำกายภาพบำบัดทางปอด, และการป้องกันการกลับมาของโรค
  • J18F8I-2 ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการสังเกตอาการที่อาจบ่งชี้ถึงภาวะแทรกซ้อน เช่น การหายใจลำบาก, เสมหะที่มีเลือด, J18F08I03 ใช้สื่อการเรียนรู้ เช่น โปสเตอร์, หนังสือ, หรือแผ่นพับที่อธิบายเกี่ยวกับการดูแลตัวเองและการป้องกันโรค
  • J18F8I-4 จัดให้มีการประชุมหรือการให้ข้อมูลแก่ผู้ป่วยและครอบครัวเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำแนะนำทางการแพทย์
  • J18F8I-5 ส่งเสริมการพูดคุยและการสอบถามระหว่างผู้ป่วยและทีมสุขภาพเพื่อให้มั่นใจว่าได้รับความเข้าใจที่ถูกต้อง
  • J18F8I-6 สนับสนุนการสร้างความมั่นใจในตัวผู้ป่วยและครอบครัวโดยการให้ข้อมูลที่ชัดเจนและละเอียด
  • J18F8I-7 ตรวจสอบการปฏิบัติตามคำแนะนำที่ให้ไปและให้คำแนะนำเพิ่มเติมเมื่อจำเป็น

Response (การตอบสนอง)

  • เวลา # .
  • J18F8R-1 ผู้ป่วยสามารถอธิบายการดูแลตัวเองได้อย่างถูกต้องและสามารถดำเนินการได้ตามคำแนะนำ
  • J18F8R-2 ผู้ป่วยลดความวิตกกังวลเกี่ยวกับโรคและการรักษาและรู้สึกมั่นใจในการดูแลตัวเอง
  • J18F8R-3 ผู้ป่วยสามารถสังเกตสัญญาณที่บ่งชี้ถึงภาวะแทรกซ้อนและติดต่อทีมสุขภาพได้ทันเวลา
  • J18F8R-4 ความเข้าใจของผู้ป่วยเกี่ยวกับโรคและการรักษาได้รับการปรับปรุงตามข้อมูลที่ได้รับจากทีมสุขภาพ
  • J18F8R-5 ผู้ป่วยสามารถรับข้อมูลและคำแนะนำจากทีมสุขภาพได้อย่างเต็มที่และมีการนำไปปฏิบัติอย่างเหมาะสม
  • J18F8R-6 ผู้ป่วยสามารถปฏิบัติตามคำแนะนำทางการแพทย์เกี่ยวกับการใช้ยาและการดูแลสุขภาพได้อย่างถูกต้อง

…………………………..

J18F9 ประสิทธิภาพการดูแลตนเองบกพร่อง (Ineffective Self-Health Management)

Assessment (การประเมิน)

  • ประเมินความสามารถของผู้ป่วยในการรับผิดชอบต่อการดูแลตนเอง เช่น การรับประทานยา, การตรวจสอบสัญญาณของภาวะแทรกซ้อน, และการปฏิบัติตามคำแนะนำจากแพทย์
  • สังเกตความเข้าใจของผู้ป่วยเกี่ยวกับการดูแลตนเองหลังการจำหน่าย เช่น การป้องกันการติดเชื้อ, การดูแลสุขอนามัย, การออกกำลังกาย, และการปฏิบัติตามแผนการรักษา
  • สังเกตอาการวิตกกังวลหรือความสับสนของผู้ป่วยที่อาจส่งผลต่อการดูแลตนเอง
  • ประเมินระดับความรู้ของผู้ป่วยเกี่ยวกับโรคปอดบวมและการปฏิบัติตามแผนการรักษา
  • ตรวจสอบความสามารถของผู้ป่วยในการใช้เครื่องมือที่เกี่ยวข้อง เช่น เครื่องช่วยหายใจ, การใช้ยาหรือยาฉีด, หรือเครื่องมือที่ใช้ในการดูแลตนเอง
  • สังเกตการติดตามหรือการบันทึกการตอบสนองต่อการรักษา, เช่น การประเมินผลการรักษาหรือการรับรู้สัญญาณของอาการผิดปกติ
  • ประเมินการเข้าถึงและการใช้บริการสุขภาพ เช่น การติดตามผลการรักษา หรือการขอคำปรึกษาจากแพทย์หรือพยาบาล

Goals (เป้าหมาย)

  • ผู้ป่วยสามารถรับผิดชอบในการดูแลตนเองได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม
  • ผู้ป่วยสามารถเข้าใจและปฏิบัติตามแผนการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ผู้ป่วยสามารถสังเกตและตอบสนองต่อสัญญาณของอาการผิดปกติได้อย่างทันท่วงที
  • ลดความวิตกกังวลเกี่ยวกับการดูแลตนเองและการฟื้นตัวจากโรคปอดบวม
  • ส่งเสริมให้ผู้ป่วยสามารถใช้เครื่องมือการดูแลตนเองได้อย่างถูกต้อง
  • ผู้ป่วยสามารถติดต่อทีมสุขภาพเพื่อขอคำแนะนำเมื่อมีปัญหาหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับการดูแลตนเอง

Evaluate Criteria (เกณฑ์การประเมิน)

  • ผู้ป่วยสามารถอธิบายการดูแลตนเองเกี่ยวกับการป้องกันการติดเชื้อ, การรับประทานยา, การตรวจสุขภาพ และการทำกายภาพบำบัดได้อย่างถูกต้อง
  • ผู้ป่วยสามารถปฏิบัติตามแผนการรักษาได้ เช่น การใช้ยา, การทำกายภาพบำบัด, และการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์
  • ผู้ป่วยสามารถสังเกตและตอบสนองต่อสัญญาณของภาวะแทรกซ้อนได้อย่างทันท่วงที
  • ผู้ป่วยสามารถใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์การดูแลตนเองได้อย่างถูกต้อง เช่น การใช้เครื่องช่วยหายใจหรือเครื่องมือวัดออกซิเจน
  • ผู้ป่วยสามารถติดต่อทีมสุขภาพเมื่อพบปัญหาหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับการดูแลตนเอง
  • ผู้ป่วยมีทักษะในการจัดการความวิตกกังวลและการฟื้นตัวจากโรคปอดบวม

Intervention (การปฏิบัติการพยาบาล)

  • J18F9I-1 สอนผู้ป่วยเกี่ยวกับวิธีการดูแลตนเอง เช่น การรับประทานยา, การใช้เครื่องมือช่วยหายใจ, การสังเกตสัญญาณของการติดเชื้อหรือภาวะแทรกซ้อน
  • J18F9I-2 ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการป้องกันการติดเชื้อ เช่น การล้างมือบ่อยๆ, การใช้หน้ากากอนามัย, การหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ที่มีอาการของโรค
  • J18F9I-3 สอนผู้ป่วยถึงวิธีการประเมินสัญญาณของการหายใจลำบาก, ไอมีเสมหะ หรือการฟื้นตัวจากโรค
  • J18F9I-4 ตรวจสอบการปฏิบัติตามคำแนะนำในการรักษาและเสนอการปรับแผนการรักษาหากจำเป็น
  • J18F9I-5 จัดให้มีการตรวจติดตามการตอบสนองของผู้ป่วยต่อการรักษา เช่น การประเมินการใช้ยา, การประเมินอาการและการสังเกตผลข้างเคียงของยา
  • J18F9I-6 สนับสนุนให้ผู้ป่วยร่วมมือในการทำกายภาพบำบัดและกระตุ้นการหายใจอย่างมีประสิทธิภาพ
  • J18F9I-7 ให้คำแนะนำแก่ผู้ป่วยเกี่ยวกับการจัดการความวิตกกังวล เช่น การฝึกการหายใจลึกหรือเทคนิคการผ่อนคลาย
  • J18F9I-8 ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของครอบครัวในการดูแลผู้ป่วยและการสนับสนุนให้ผู้ป่วยสามารถทำการดูแลตนเองได้

Response (การตอบสนอง)

  • เวลา # .
  • J18F9R-1 ผู้ป่วยสามารถบอกวิธีการดูแลตนเองได้อย่างถูกต้องและปฏิบัติตามแผนการรักษาได้อย่างต่อเนื่อง
  • J18F9R-2 ผู้ป่วยสามารถสังเกตและตอบสนองต่อสัญญาณของภาวะแทรกซ้อนหรืออาการผิดปกติได้ทันที
  • J18F9R-3 ผู้ป่วยสามารถใช้เครื่องมือการดูแลตนเองได้อย่างเหมาะสม เช่น เครื่องช่วยหายใจ หรือเครื่องวัดออกซิเจน
  • J18F9R-4 ผู้ป่วยลดความวิตกกังวลเกี่ยวกับการดูแลตนเองและสามารถปรับตัวให้เข้ากับการรักษาได้ดีขึ้น
  • J18F9R-5 ผู้ป่วยมีการตอบสนองที่ดีต่อแผนการรักษาและแสดงผลการปรับปรุงในด้านสุขภาพ
  • J18F9R-6 ผู้ป่วยสามารถสื่อสารกับทีมสุขภาพได้เมื่อมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการดูแลตนเอง
  • J18F9R-7 ผู้ป่วยได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวในการดูแลตนเองและสามารถทำการดูแลตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

……………………………………..

J18F10 เสี่ยงต่อการกลับเป็นซ้ำของโรคปอดบวม (Risk for Recurrence)

Assessment (การประเมิน)

  • ผู้ป่วยรายงานมีอาการที่เกี่ยวข้องกับโรคปอดบวม เช่น ไอ, หายใจลำบาก, เจ็บหน้าอก, หรือรู้สึกเหนื่อยง่าย
  • ผู้ป่วยอาจมีประวัติการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนล่างหรือการอักเสบในปอดมาก่อน
  • ผู้ป่วยมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับการกลับเป็นซ้ำของโรค หรือการฟื้นตัวจากโรคปอดบวม
  • ประเมินพฤติกรรมที่อาจเพิ่มความเสี่ยง เช่น การสูบบุหรี่, การดื่มแอลกอฮอล์, หรือการไม่ปฏิบัติตามแผนการรักษา
  • ผู้ป่วยอาจไม่เข้าใจถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามคำแนะนำจากแพทย์ หรือการป้องกันการติดเชื้อในอนาคต
  • สังเกตอาการที่อาจบ่งชี้ถึงการติดเชื้อใหม่ เช่น ไอที่มีเสมหะ, ไข้, หรืออาการเหนื่อยล้าหนัก
  • การฟังเสียงปอดอาจพบเสียงผิดปกติ เช่น Crackles, Wheezing หรือ Rhonchi
  • การตรวจ SpO₂ ต่ำกว่า 95% หรือภาวะหายใจลำบาก
  • การตรวจ X-ray หรือ CT scan พบความผิดปกติที่อาจบ่งชี้ถึงการติดเชื้อใหม่หรือการฟื้นตัวไม่เต็มที่
  • การตรวจค่าทางห้องปฏิบัติการ เช่น CBC, CRP, หรือ Procalcitonin ที่อาจบ่งชี้ถึงภาวะการอักเสบที่ยังคงอยู่
  • อัตราการหายใจที่สูงเกินไปหรือความผิดปกติในสัญญาณชีพที่อาจบ่งชี้ถึงการกลับเป็นซ้ำของโรค

Goals (เป้าหมาย)

  • ผู้ป่วยจะได้รับการป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนล่างและลดความเสี่ยงของการกลับเป็นซ้ำของโรคปอดบวม
  • ผู้ป่วยจะสามารถปฏิบัติตามแผนการรักษาอย่างเคร่งครัด และมีการติดตามการรักษาที่ต่อเนื่องเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนหรือการกลับเป็นซ้ำ
  • ผู้ป่วยจะมีการติดตามผลการรักษาและการตอบสนองต่อการรักษาอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว
  • ผู้ป่วยจะสามารถเข้าใจและปฏิบัติตามแนวทางในการป้องกันการกลับเป็นซ้ำของโรคปอดบวม
  • ผู้ป่วยจะลดพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การสูบบุหรี่และการบริโภคเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
  • ผู้ป่วยจะมีการปรับปรุงสุขภาพทางเดินหายใจและสามารถฟื้นตัวจากโรคปอดบวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Evaluate Criteria (เกณฑ์การประเมิน)

  • ผู้ป่วยไม่มีอาการหรือสัญญาณที่บ่งชี้ถึงการกลับเป็นซ้ำของโรคปอดบวม เช่น ไม่มีไข้, ไอ, หรือหายใจลำบาก
  • ผู้ป่วยสามารถปฏิบัติตามแผนการรักษาและคำแนะนำจากแพทย์ได้อย่างครบถ้วน
  • ค่า SpO₂, X-ray, และการตรวจห้องปฏิบัติการอยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • อัตราการหายใจของผู้ป่วยและสัญญาณชีพอยู่ในระดับปกติ
  • ผู้ป่วยสามารถบ่งชี้การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่มีความเสี่ยง เช่น การเลิกสูบบุหรี่, การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์, หรือการใช้ยาตามแผนการรักษา
  • ผู้ป่วยสามารถสังเกตและรายงานอาการผิดปกติ เช่น การหายใจลำบากหรือการไอที่มีเสมหะได้ทันที

Intervention (การปฏิบัติการพยาบาล)

  • J18F10I-1 สอนผู้ป่วยเกี่ยวกับวิธีการป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ เช่น การล้างมือ, การสวมหน้ากากอนามัย, และการหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ป่วยที่มีอาการของโรค
  • J18F10I-2 ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการทำกายภาพบำบัดทางเดินหายใจเพื่อส่งเสริมการขยายตัวของปอดและการไอขับเสมหะ
  • J18F10I-3 จัดทำแผนการรักษาที่ครอบคลุม โดยแนะนำการใช้ยา, การพักผ่อน, และการรับประทานอาหารที่เหมาะสม
  • J18F10I-4 กระตุ้นให้ผู้ป่วยหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การสูบบุหรี่, การดื่มแอลกอฮอล์, หรือการไม่ออกกำลังกาย
  • J18F10I-5 ตรวจสอบการใช้ยาตามแผนการรักษาและปรับให้เหมาะสมตามการตอบสนองของผู้ป่วย
  • J18F10I-6 ประเมินการฟื้นตัวของผู้ป่วยและติดตามผลการรักษาด้วยการตรวจ SpO₂, Chest X-ray, และค่า Lab เพื่อตรวจสอบภาวะแทรกซ้อนหรือการกลับเป็นซ้ำของโรค
  • J18F10I-7 ให้คำแนะนำในการลดความวิตกกังวลและการสร้างทัศนคติเชิงบวกเกี่ยวกับการฟื้นตัว
  • J18F10I-8 ให้คำแนะนำแก่ผู้ป่วยเกี่ยวกับการติดตามผลการรักษาและการขอคำปรึกษาจากแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติ

Response (การตอบสนอง)

  • เวลา # .
  • J18F10R-1 ผู้ป่วยสามารถปฏิบัติตามแผนการรักษาและคำแนะนำจากแพทย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • J18F10R-2 ผู้ป่วยไม่มีอาการหรือสัญญาณที่บ่งชี้ถึงการกลับเป็นซ้ำของโรคปอดบวม
  • J18F10R-3 ค่า SpO₂ และผลการตรวจ X-ray หรือ Lab อยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • J18F10R-4 ผู้ป่วยสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่มีความเสี่ยง เช่น การเลิกสูบบุหรี่และลดการดื่มแอลกอฮอล์
  • J18F10R-5 อัตราการหายใจและสัญญาณชีพของผู้ป่วยกลับสู่ระดับปกติ
  • J18F10R-6 ผู้ป่วยมีการสื่อสารกับทีมสุขภาพเมื่อมีอาการผิดปกติหรือข้อสงสัย
  • J18F10R-7 ผู้ป่วยมีความพึงพอใจในการดูแลและสามารถปรับตัวในการรักษาโรคปอดบวมได้ดี

…………………………….

อำภัย  อินดี